“วชิรญาณภิกขุ” (ร. 4) ประกาศพระองค์ว่าเป็น “Crown Prince” ในจดหมายถึงพระสหายต่างชาติ

ในสมัยรัชกาลที่ 3 ตำแหน่ง “รัชทายาท” หรือเจ้านายผู้ที่จะเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไปนั้นค่อนข้างมีความคลุมเครือ เพราะรัชกาลที่ 3 ทรงไม่ตั้งพระราชโอรสองค์ใดขึ้นเป็น “เจ้าฟ้า” อันหมายถึงผู้มีศักดิ์และสิทธิ์สูงที่จะได้ครองราชย์ หรือการที่ไม่ทรงตั้งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) พระองค์ใหม่ หลังจากสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ (พระราชโอรสในรัชกาลที่ 1) เสด็จสวรรคต

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีศักดิ์และสิทธิ์ที่จะได้ครองราชย์มากที่สุดในแผ่นดินเห็นจะเป็น “วชิรญาณภิกขุ” พระนามของรัชกาลที่ 4 ขณะทรงผนวช โดยรัชกาลที่ 4 ในขณะนั้นเองก็ทรงมั่นพระทัยเรื่องความชอบธรรมของพระองค์ในการสืบราชสมบัติอยู่ไม่น้อย เพราะทรงอธิบายพระนาม “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ของพระองค์ว่ามีความหมายเดียวกับ “Crown Prince” อันเป็นตำแหน่งผู้สืบราชสมบัติตามแบบอังกฤษ

เทอดพงศ์ คงจันทร์ ผู้เขียน การเมืองเรื่องสถาปนาพระจอมเกล้าฯ ได้ศึกษาประเด็นการสืบราชบัลลังก์และการนิยามพระองค์ในฐานะรัชทายาทอันชอบธรรมของรัชกาลที่ 4 ในบทความ “พระจอมเกล้าฯ ‘Crown Prince’ พระองค์แรกแห่งสยาม” (ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2549) ดังนี้

จำเดิมตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นต้นมา จะเห็นได้ว่าระบบการปกครองของกษัตริย์ไทยนั้นได้ยึดมั่นอยู่กับระบบ “วังหลวง” และ “วังหน้า” มาโดยตลอด ซึ่ง “วังหลวง” ก็คือพระมหากษัตริย์ และ “วังหน้า” ก็คือพระมหาอุปราช หรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” นั่นเอง โดยที่ “วังหน้า” อาจจะเป็นพระอนุชาหรือพระราชโอรสของพระมหากษัตริย์ก็ได้ แล้วแต่พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้ง และ “วังหน้า” จะอยู่ในฐานะที่เป็นรัชทายาทเพื่อขึ้นสืบทอดราชบัลลังก์ต่อไปเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต

ระบบการปกครองแบบ “วังหลวง” กับ “วังหน้า” นี้ มีข้อดีข้อด้อยอยู่ในตัว โดยข้อดีคือหากสมัยใดที่พระมหากษัตริย์และพระมหาอุปราชมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน การปกครองบ้านเมืองของกษัตริย์ในสมัยนั้นก็จะมีความมั่นคงมากพอสมควร เนื่องจากขั้วอำนาจทั้งสองฝ่ายจะไม่มีความระแวงและเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน อันนำมาสู่การสะสมไพร่พลของแต่ละฝ่ายที่จะทำให้สถานการณ์ในบ้านเมืองต้นตึงเครียดไปด้วย

แต่ตราบใดหรือในสมัยใดหากความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับพระมหาอุปราชมิได้เป็นไปด้วยดีดังที่กล่าวไปแล้ว ข้อด้อยของระบบ “วังหลวง” และ “วังหน้า” ก็จะปรากฏชัดและเป็นจุดอ่อนที่บ่อนทำลายความมั่นคงของพระมหากษัตริย์ในการปกครองบ้านเมืองได้อย่างดียิ่ง เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน มีการสะสมไพร่พล เพื่อป้องกันการกำจัดจากอีกฝ่าย หรือในทางกลับกัน ก็อาจจะจ้องทำลายอีกฝ่ายอยู่ด้วยเช่นกัน

เห็นได้ว่าแม้แต่ในกรุงรัตนโกสินทร์เอง ก็ได้เคยมีเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการกระทบกระทั่งกันอย่างรุนแรงระหว่าง “วังหลวง” กับ “วังหน้า” อยู่บ้าง ดังเช่น ความบาดหมางกันระหว่างพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ถึงขั้นไพร่พลทั้ง 2 ฝ่าย จัดแจงยกปืนขึ้นพาดกำแพงวังเพื่อเตรียมจะสู้รบกัน

หรือคราวครั้งสุดท้ายก็คือ เหตุการณ์วิกฤตการณ์วังหลวงที่เป็นความบาดหมางกันระหว่างพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ที่มีต่างชาติเข้ามาแทรกแซงด้วย จนถึงขนาดมีการเสนอให้มีการให้มีการแบ่งการปกครองดินแดนสยามออกเป็น 3 ส่วน ด้วยกัน จนทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นถึงข้อด้อยและความไม่เหมาะสมของระบบ “วังหลวง-วังหน้า” จึงได้มีพระบรมราชโองการให้ยกเลิกระบบการสืบทอดราชบัลลังก์แบบดังกล่าวเสีย และได้โปรดให้นำระบบสืบราชสันตติวงศ์ตามแบบประเทศอังกฤษมาใช้แทน โดยให้พระราชโอรสองค์โตที่ประสูติแต่พระมเหสีเป็นผู้รับสืบทอดราชสมบัติ โดยดำรงพระฐานะเป็น “สยามมกุฎราชกุมาร (Crown Prince)” และเป็นที่ทราบกันดีว่า “สยามกุฎราชกุมาร (Crown Prince)” พระองค์แรกของไทยก็คือ “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร”

อย่างไรก็ตาม หาย้อนประวัติศาสตร์ในแผ่นดินรัตนโกสินทร์กลับไปเพียงไม่กี่ปี เราจะพบได้ว่า ก่อนหน้าที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จะได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “สยามมกุฎราชกุมาร (Crown Prince)” ขึ้นอย่างเป็นทางการพระองค์แรกนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2391 ในรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เคยมีพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงพระองค์หนึ่ง คือ “เจ้าฟ้ามงกุฏ” ขณะที่ทรงครองสมณเพศในพระฉายาว่า “วชิรญาณภิกขุ” ได้เคยทรงประกาศพระองค์ต่อมิตรชาวต่างประเทศผ่านทางพระลิขิตว่าพระองค์คือ “Crown Prince” แห่งสยามประเทศ ดังจะเห็นได้จากพระลิขิตฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2391 ที่ทรงมีถึงนาย จี.ดับเบิลยู. เอ็ดดี้ พระสหายเป็นภาษาอังกฤษ ความว่า

“…But the name which my father, who predated His Majesty the present king of Siam, gave me and caused to be engraved in a plate of Gold is ‘Chau Fa Moungkut Sammatt Wongs’. Only the first three of these words, however, are commonly used in public Documents at the present time. ‘Mongkut’ means Crown. The name ‘Chau Fa Mongkut’ means ‘The High Prince of the Crown’ or ‘His Royal Highness the Crown prince’.

I prefer that my friends, when they write me letters, or send parcels to me, will use this name, with the letters ‘T.Y.’ prefixed as being that by which I am known in the Laws and Public Documents of Siam…”

โดยข้อความข้างต้นได้มีการแปลเป็นฉบับภาษาไทยว่า

“…แต่นามซึ่งสมเด็จพระชนกนาถของข้าพเจ้า คือ พระจ้าแผ่นดินสยามก่อนพระองค์เดี๋ยวนี้ พระราชทานข้าพเจ้า แลได้จารึกลงไว้ในแผ่นดินทองคำนั้น คือ ‘เจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติวงศ์’ คำทั้งหมดนี้ คำต้นสามคำเท่านั้น เป็นคำซึ่งในเวลานี้มักใช้กันในหนังสือสำคัญทางราชการ มงกุฎ แปลว่า เคราน์ นามซึ่งเรียกว่า เจ้าฟ้ามงกุฎ จึ่งแปลว่า ‘เจ้าฟ้าผู้เป็นรัชทายาท’ เมื่อมิตรของข้าพเจ้าเขียนจดหมายหรือส่งห่อของมายังข้าพเจ้าๆ ชอบให้ใช้นามนี้ แลให้มีอักษร ท.ญ. นำหน้าเป็นที่หมายดั่ง ซึ่งเขาย่อมเรียกข้าพเจ้าอยู่แล้ว ตามกฎหมายและตามหนังสือสำคัญทางราชการแห่งสยาม…”

จากข้อความดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าขณะที่วชิรญาณภิกขุมีพระลิขิตฉบับดังกล่าวนั้น เป็นเวลาเมื่อ พ.ศ. 2391 อันเป็นเวลาก่อนที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จะเสด็จสวรรคต เพียง 3 ปี เท่านั้น ฉะนั้น เมื่อพระองค์ทรงประกาศพระองค์เป็น “Crown Prince” แห่งสยาม หรือ “เจ้าฟ้าผู้เป็นรัชทายาท” ต่อพระสหายชาวต่างชาติ จึงเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดว่าพระองค์ได้ทรงดำเนินนโยบายสร้างความชอบธรรมสำหรับการหวนกลับมาเป็นตัวเลือกสำหรับราชบัลลังก์อีกครั้ง หลังจากได้ทรงสร้างความนิยมเกี่ยวกับความรู้เท่าทันโลกของพระองค์ในหมู่เจ้าหนาย ขุนนาง และอาณาประชาราษฎร์มาแล้วระยะหนึ่ง

และย่อมเป็นข้อยืนยันได้อีกประการหนึ่งว่า แท้จริงแล้วพระองค์เองก็ยังทรงมีความมุ่งหวังในราชสมบัติอยู่บ้าง แม้ว่าขณะนั้นจะทรงครองสมณเพศอยู่ก็ตามที (โปรดดูเพิ่มเติมจาก เทอดพงศ์ คงจันทร์. การเมืองเรื่องสถาปนาพระจอมเกล้าฯ. พิมพ์ครั้งที่ 2. มติชน. พ.ศ. 2548, หน้า 67-74.)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 กันยายน 2565

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *