วิวัฒนาการ “ธนบัตร” แห่งสยาม จาก “หมาย” สู่ “แบงก์” ชื่อเรียกติดปากของคนปัจจุบัน

ธนบัตรของไทยในอดีต ภาพซ้ายบนสุดคือ อัฐกระดาษ หรือหมาย (ขอบคุณภาพจากหนังสือ สิ่งพิมพ์สยาม โดย เอนก นาวิกวิมูล)

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือเป็นช่วงเวลาที่สยามมีการปรับตัวและพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความเจริญก้าวหน้าทันสมัยในทุก  ด้าน ทั้งนี้ก็เพื่อดำรงไว้ซึ่งเอกราชและอธิปไตยของชาติท่ามกลางกระแสธารลัทธิจักรวรรดินิยมชาติตะวันตก ซึ่งกำลังแพร่ขยายอิทธิพลทางการเมือง การทหาร และการค้า เข้ามาสู่เบื้องบุรพทิศ

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการดำเนินนโยบายทางการเมืองด้วยการส่งคณะทูตเดินทางไปเจริญพระราชไมตรีกับประเทศมหาอำนาจตะวันตก และยินยอมเปิดเสรีทางการค้ากับนานาอารยประเทศ สินค้าที่ทางการสยามเคยผูกขาดมาแต่เดิมนั้น ราษฎรและพ่อค้าชาวต่างชาติต่างก็สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้อย่างเสรี ก่อให้เกิดการพัฒนาระบบเศรษฐกิจอย่างขนานใหญ่ ยังผลให้รัฐบาลสยามต้องดำเนินการปรับปรุงระบบการผลิตเงินตราใหม่ทั้งหมด

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เงินตราที่ใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าในท้องตลาดยังคงเป็นเงินพดด้วงและเบี้ยหอยเหมือนครั้งสมัยกรุงสุโขทัย แต่หลังจากรัฐบาลสยามได้เปิดเสรีทางการค้ากับนานาอารยประเทศแล้ว การติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวต่างชาติก็ขยายตัวเจริญเติบโตรุดหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีการจับจ่ายใช้สอยเงินตราในปริมาณที่สูงขึ้นตามลำดับ

แต่เนื่องจากเงินพดด้วงเป็นเงินตรามูลค่าสูง มีกรรมวิธีการผลิตที่ต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก ทำให้ไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการของพ่อค้าชาวต่างชาติ ยังผลให้เกิดสภาวะขาดแคลนเงินตราขึ้นในสยาม เงินพดด้วงมีกรรมวิธีการผลิตที่ไม่ซับซ้อนและสามารถทำได้ด้วยเครื่องมือง่าย ๆ  ทำให้มีผู้คิดปลอมแปลงเงินพดด้วงและนำออกใช้ปะปนอยู่ในท้องตลาดจำนวนมาก สร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรและพ่อค้าชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์เงินตราขาดแคลนในครั้งนี้ด้วยการโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์ “เงินกระดาษ นำออกใช้ครั้งแรกใน .๒๓๙๖ เรียกว่า “หมาย” หรือ “หมายแทนเงิน” เป็นกระดาษสีขาวพิมพ์ตัวอักษรและลวดลายด้วยหมึกสีดำ ประทับตราพระราชสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์จักรีรูปพระแสงจักร และพระราชลัญจกรประจำพระองค์รูปพระมหาพิชัยมงกุฎด้วยสีแดงชาด เพื่อป้องกันการปลอมแปลง หมายที่โปรดเกล้าฯ ให้จัดทำมี  ประเภท ได้แก่ หมายราคาต่ำ หมายราคาตำลึง และหมายราคาสูง อย่างไรก็ตามราษฎรยังคงคุ้นเคยกับเงินพดด้วงซึ่งเป็นเงินตราโลหะมาแต่โบราณ จึงไม่มีการใช้หมายแทนเงินกันอย่างแพร่หลายตามพระราชประสงค์

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดปัญหาเหรียญกษาปณ์ชนิดราคาต่ำ ซึ่งเป็นเงินปลีกทำจากดีบุกและทองแดงขาดแคลน ประกอบกับมีการนำ ปี้ ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่ใช้แทนเงินในบ่อนการพนันมาใช้แทนเงินตราใน .๒๔๑๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำเงินกระดาษชนิดราคาต่ำเรียกว่า “อัฐกระดาษ ให้ราษฎรโดยใช้จ่ายแทนเหรียญที่ขาดแคลน แต่อัฐกระดาษก็ยังไม่เป็นที่นิยม

เงินกระดาษชนิดต่อมาคือ “บัตรธนาคาร” โดยธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศสามธนาคารที่เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้, ธนาคารชาร์เตอร์แห่งอินเดีย ออสเตรเลีย และจีน และธนาคารแห่งอินโดจีน ได้ขออนุญาตนำบัตรธนาคารออกใช้ใน .๒๔๓๒ , ๒๔๔๑ และ ๒๔๔๒ ตามลำดับ เนื่องจากในช่วงเวลานั้นรัฐบาลประสบปัญหาไม่สามารถผลิตเหรียญกษาปณ์ได้ทันต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ

ภาพจากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย

บัตรธนาคารมีลักษณะเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดหนึ่งที่ใช้อำนวยความสะดวกในการชำระหนี้ระหว่างธนาคารกับลูกค้า ดังนั้น การหมุนเวียนของบัตรธนาคารจึงจำกัดอยู่ในวงแคบ เฉพาะบุคคลที่มีความจำเป็นต้องติดต่อธุรกิจกับธนาคารดังกล่าวเท่านั้น อย่างไรก็ดี บัตรธนาคารมีส่วนช่วยให้ประชาชนรู้จักคุ้นเคยกับเงินที่เป็นกระดาษมากขึ้น และเนื่องจากมีระยะเวลาการนำออกใช้นานกว่า ๑๓ ปี ทำให้การเรียกบัตรธนาคารทับศัพท์ว่า แบงก์โน้ต หรือ แบงก์ สร้างความเคยชินให้คนไทยเรียกธนบัตรของรัฐบาลที่ออกใช้ภายหลังว่า “แบงก์” จนติดปากถึงทุกวันนี้

ขณะเดียวกันรัฐบาลสมัยนั้นได้พิจารณาเห็นว่าบัตรธนาคารของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมีลักษณะคล้ายกับเงินตราของรัฐบาล ดังนั้น จึงควรจัดทำเสียเอง  ใน .๒๔๓๓ ได้เตรียมการออกตั๋วเงินของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เรียกว่า “เงินกระดาษหลวง โดยสั่งพิมพ์จากห้างกีเชคเก้ แอนด์ เดวรีเอ้นท์ ประเทศเยอรมันนี จำนวน  ชนิดราคา กำหนดราคาตามมาตรฐานเงินแบบไทย ได้แก่  บาท  บาท ๑๐ บาท ๔๐ บาท ๘๐ บาท ๔๐๐ บาท และ ๘๐๐ บาท เงินกระดาษหลวงได้ส่งมาถึงกรุงเทพเมื่อ .๒๔๓๕ แต่เนื่องจากความไม่พร้อมของทางการในการบริหาร จึงไม่ได้นำเงินกระดาษหลวงออกมาใช้

จนกระทั่ง .๒๔๔๕ จึงเข้าสู่วาระสำคัญในการออกธนบัตร กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติธนบัตรสยาม รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ ขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน .๒๔๔๕ อีกทั้งโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง กรมธนบัตรในสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เพื่อทำหน้าที่ออกธนบัตร รับจ่ายเงินขึ้นธนบัตร และเปิดให้ประชาชนนำเงินตราโลหะมาแลกเปลี่ยนเป็นธนบัตรตั้งแต่วันที่ ๒๓ กันยายน .๒๔๔๕ จึงนับว่าธนบัตรได้เข้ามามีบทบาทในระบบการเงินของไทยอย่างจริงจังนับแต่นั้นมา

ธนบัตรที่นำออกใช้ตามพระราชบัญญัติธบบัตรสยาม รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ นั้น มีลักษณะเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินของรัฐบาลที่สัญญาจะจ่ายเงินตราให้แก่ผู้นำธนบัตรมายื่นโดยทันที ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเงินตรา พุทธศักราช ๒๔๗๑ ซึ่งกำหนดให้เงินตราของประเทศประกอบด้วยธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ ตลอดจนให้ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย จึงเป็นการเปลี่ยนลักษณะของธนบัตรจากตั๋วสัญญาใช้เงินมาเป็นเงินตราอย่างสมบูรณ์

..นิยม. (๒๕๕๗มกราคม). เหรียญกระษาปณ์ทำมือรุ่นแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ศิลปวัฒนธรรม๓๕(๓) : ๑๒๕๑๒๗๑๒๙

ธนาคารแห่งประเทศไทย. (๒๕๖๒). วิวัฒนาการเงินตราไทย. สืบค้นเมื่อ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๒ ,จาก https://www.bot.or.th/Thai/Banknotes/Pages/default.aspx

เผยแพร่เนื้อหาครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *