พระอ้วนไทย และพระอ้วนไทย คือใครกัน?

เริ่มต้นของความสงสัย

พระพุทธรูปที่ทำให้ผมเกิดความสงสัย คือ พระสังกัจจายน์ หรือพระอ้วน, พระยิ้ม ตามแต่จะเรียก ซึ่งเชื่อว่าคงเคยผ่านตาและมีโอกาสกราบไหว้บูชาท่านกันมาแล้ว แต่คงยังมีคนสงสัยว่าท่านเป็นใคร ทำไม รูปลักษณ์จึงดูแปลกไปกว่าพระพุทธรูปทั่วไป

จากที่เคยอ่านในไซอิ๋วฉบับภาพลายเส้น ครั้งหนึ่งมีพระอ้วนมาช่วยเห้งเจียปราบปีศาจ ผู้แปลออกนามท่านว่าพระมิเล็กฮุด แล้ววงเล็บไว้ว่า “พระสังกัจจายน์” ขณะที่หนังสือเกี่ยวกับพระพุทธและพระ โพธิสัตว์สายมหายานของจิตรา ก่อนันทเกียรติ กล่าวว่า

“ตั้งแต่เด็กมาแล้วที่เราจะเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดถึง ‘ยุคพระศรีอาริย์’ เช่นเดียวกับที่เวลาไปวัดบางวัด เรา จะเห็นรูปปั้นพระจีนอ้วนพุงพลุ้ยหน้าตายิ้มแย้ม บ้างก็เรียกท่านว่า ‘พระยิ้ม’ บ้างก็เรียกท่านว่า ‘พระสังกัจจายน์’ ไม่น่าเชื่อว่าที่แท้แล้วท่านเป็นองค์เดียวกัน พระศรีอารยเมตไตรยมหาโพธิสัตว์ พระนามจีนของท่านคือ ‘หมีเล็กผ่อสัก’…”

ซึ่งถ้าสรุปตามนี้ พระศรีอาริย์ก็ต้องเป็นองค์เดียวกับพระสังกัจจายน์

แต่เนื่องจากผมได้ไปอ่านพบข้อความในหนังสือลัทธิของเพื่อนของเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป กล่าวถึงพระอ้วนองค์นี้ไว้เช่นกัน ว่า

“…มิล่อฮุดหรือมิเตกฮุดคือพระศรีอารยเมตไตรย…รูปพระท้องพลุ้ยนี้คือมิล่อฮุด. แต่เราเรียกกันว่าพระสังกัจจายน์. ที่เรียกอย่างนี้เพราะรูปไป ตรงลักษณะกันเข้า. และฝ่ายจีนก็คงเรียกพระสังกัจจายน์ของเราว่ามิล่อสุด. ที่วัดมังกรกมลาวาสเอารูปพระสังกัจจายน์กับมิล่อสุดไปตั้งรวมกันไว้ด้วย ความประสงค์อย่างไรก็ตาม, จีนเข้าใจว่ามิล่อสุดทั้งสององค์แล้ว, เข้าใจไปว่าพระสังกัจจายน์ทั้งคู่, เป็นความเข้าใจผิดอย่างสนิททั้งสองฝ่าย” (เน้นโดยผมเอง)

นี่ย่อมหมายความว่า พระมิเล็กฮุด (มิล่อฮุด) คือพระศรีอารยเมตไตรย ซึ่งเป็นคนละองค์กับพระสังกัจจายน์ แต่รูปลักษณ์บังเอิญไปคล้ายกันเข้า

เช่นนี้แล้วจะสรุปอย่างไรดี?

แกะรอยตามหนังสือเก่า

วัดมังกรกมลาวาสอาจฟังดูไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่าเป็นวัดเดียวกับวัดเล่งเน่ยยี่ที่เยาวราชแล้ว หลายคนคง ร้อง “อ๋อ”

ได้ลองไปตามคํากล่าวของเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปในหนังสือเรื่องลัทธิของเพื่อน ซึ่งที่ท้ายหนังสือของ ท่านมีแผนผังวัดเล่งเน่ยยี่ พร้อมทั้งเล่าว่าปฏิมากรแต่ละจุดคือใครบ้าง โดยในวิหารพระศรีอารยเมตไตรยจะมีพระสังกัจจายน์ประทับอยู่เบื้องหน้าองค์พระศรีอารยเมตไตรย และรายล้อมด้วยจตุโลกบาล

หลังจากชมดูจนทั่ว พบปฏิมากรแต่ละองค์อยู่ในตําแหน่งที่แผนผังระบุไว้ เว้นแต่พระสังกัจจายน์องค์เดียวที่ไม่ได้อยู่ที่เบื้องหน้าพระศรีอารยเมตไตรยตามคําบอกเล่า หนังสือของเสฐียรโกเศศ-นาคะ ประทีปเขียนขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ซึ่งโอกาสที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงย่อมมีมากตามกาลเวลา

เมื่อลองเดินไปยังที่เก็บพระด้านหลังวิหารใหญ่ พบว่ามีแต่พระพุทธรูปแบบไทยที่ถูกเก็บไว้เต็มตู้ใหญ่ทั้งสอง ขณะที่ปฏิมากรจีนจะอยู่ตามจุดต่างๆ รอบวัด ในตู้ดังกล่าวมีพระอ้วนอยู่องค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปแบบไทยเช่นกัน ซึ่งต้องเป็นพระสังกัจจายน์แน่นอนเพราะไม่มีพระพุทธรูปลักษณะนี้อีกตามจุดอื่นๆ ในวัด จึงสันนิษฐานด้วยตนเองว่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่พระสังกัจจายน์องค์นี้เป็นองค์ที่ถูกย้ายมาจากจุดที่หนังสือระบุ

ลองสอบถามจากหลวงพี่ซึ่งอยู่ประจําที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ พร้อมกับกางแผนผังในหนังสือประกอบ หลวงพี่เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐาน และท่านยังนึกได้ว่าเคยมีคนมาถามถึงพระสังกัจจายน์ในวิหารข้างหน้า (วิหารพระศรีอารยเมตไตรย) เช่นกัน เพราะเขาต้องการขอเช่า ดังนั้นพระสังกัจจายน์ที่ปัจจุบันนำมาเก็บไว้ในตู้พระจึงน่าจะเคยตั้งอยู่ที่วิหารด้านหน้าจริง แต่หลวงพี่เองก็ไม่ทราบว่ามีการย้ายท่านออกมาเมื่อไร

ผมลองถามท่านว่าพระสังกัจจายน์เป็นองค์เดียวกับพระศรีอารยเมตไตรยหรือไม่ ท่านให้คําตอบว่าไม่ใช่ แม้พุทธศาสนาสายมหายานจะรู้จักพระสังกัจจายน์แต่ก็ไม่ได้บูชาเป็นพิเศษ แต่ชาวพุทธเถรวาทในประเทศไทยเชื่อว่าบูชาท่านแล้วจะได้ลาภผล

พระสังกัจจายน์

เมื่อค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า พระอ้วนมิได้มีอยู่องค์เดียว ก็ควรที่จะเริ่มสืบค้นประวัติของแต่ละองค์เพื่อจะ แยกแยะท่านได้โดยไม่สับสนอีก ผมจึงเริ่มต้นที่พระสังกัจจายน์ก่อน

ประวัติความเป็นมาของพระสังกัจจายน์

พระสังกัจจายน์คือพระมหากัจจายนะเถระ ทรงเป็นผู้ที่พระพุทธองค์ยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะทางการ อธิบายธรรม ท่านเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งไม่ใช่พระโพธิสัตว์ ชื่อของท่านเรียกเป็นภาษาจีนว่า “เกียก เมียงเอี๊ยง” และทางฝ่ายมหายานจัดท่านอยู่ในพระเอตทัคคะมหาสาวกสิบองค์ (จับไต้ตี้จื๊อ) ซึ่งในสิบองค์นี้ทางฝ่ายมหายานจะรู้จักพระมหากัสสปะและพระอานนท์มากเป็นพิเศษ

จากหนังสือประวัติพุทธบริษัท พระมหากัจจายนะเกิดในตระกูลปุโรหิตของแคว้นอวันตี เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นปุโรหิตได้รับคำสั่งให้ไปเชิญเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มาเทศนาโปรดชาวแคว้นอวันดี แต่เมื่อปุโรหิตกัจจายนะได้พบกับพระพุทธองค์ก็เกิดความเลื่อมใสและขอบวชอยู่ในพระพุทธศาสนา จนได้เป็นพระอรหันต์ และเป็นที่ประจักษ์ในความสามารถทางการอธิบายธรรมะ ที่ลึกซึ้งให้เข้าใจง่ายขึ้น เดิมทีพระมหากัจจายนะหรือพระสังกัจจายน์มีรูปกายงดงาม แต่เหตุที่บันดาลให้ท่านกลายเป็นพระอ้วนนั้น มีเรื่องย่อๆ อยู่ว่า ท่านรูปงามเสียจนมีผู้ชายคิดอยากมีภรรยางามเช่นท่าน ท่านสลดใจที่มีคนมาคิดกับท่านเช่นนี้ จึงอธิษฐานให้รูปร่างที่สวยงามกลายเป็นพระอ้วน

แต่ก็มีบางตํานานเสริมว่า ยามท่านไปที่ไหนจะมีเทวดาและมนุษย์ยกย่องท่านว่างามทัดเทียมกับพระพุทธองค์ พระมหากัจจายนะเห็นว่าไม่เหมาะสมจึงเนรมิตรูปกายของท่านออกมา อย่างที่เราเห็นกัน

ที่มาของชื่อ “สังกัจจายน์”

ส่วนที่ว่า เหตุใดพระมหากัจจายนะจึงมีชื่อว่าพระสังกัจจายน์ด้วยนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชื่อเรียกกันภายหลังในสมัยรัตนโกสินทร์นี่เอง กล่าวคือในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้มีการขุดพื้นเพื่อฝังรากอุโบสถวัดแห่งหนึ่งที่ฝั่งธนบุรี ปรากฏว่าครั้งนั้นมีการขุดค้นพบปฏิมากรพระมหากัจจายนะกับหอยสังข์ในบริเวณดังกล่าว วัดแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่าวัดสังข์กระจายตั้งแต่นั้นมา (อ้างตามหนังสือพระสังกัจจายน์ พระอรหันต์ผู้สมบูรณ์ลาภผล) ปฏิมากรพระมหากัจจายนะที่ขุดพบยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดสังข์กระจายฝั่งธนบุรี จนปัจจุบัน

ชื่อ “สังกัจจายน์” จึงน่าจะมาจากชื่อวัด “สังข์กระจาย” โดยทีแรกคงเรียกกันว่า “พระวัดสังข์กระจาย” นานเข้าก็มีการกร่อนคำ และนำมารวมกับชื่อของท่านที่มีคำว่า “กัจจายนะ” “พระวัดสังข์กระจาย” ก็เลยกลายเป็น “พระสังกัจจายน์” ไป นอกจากนี้เท่าที่อ่านงานเขียนต่างๆ ก็จะออกนามท่านว่าพระมหากัจจายนะเสมอ ชื่อพระสังกัจจายน์จึงเป็นชื่อในภาษาพูดมากกว่าจะใช้ในภาษาเขียน

การจะแยกแยะลักษณะของปฏิมากรให้สังเกตว่าพระสังกัจจายน์จะอ้วน มีไรพระเกศาขมวดเป็นวงกลมอยู่ทั่วพระเศียร โดยมากพระพักตร์สงบเป็นปกติไม่ได้ยิ้มแย้ม ครองจีวรแบบเถรวาทคือเปิดไหล่ขวาและจีวรคลุมท้อง มีผ้าคาดบ่า พระหัตถ์ทั้งสองอุ้มท้องไว้

พระศรีอารยเมตไตรย

ถ้าเห็นพระอ้วนแบบจีนที่ห่มจีวรแบบเปิดท้อง ศีรษะล้าน เลี่ยนไม่มีไรพระเกศา ใบหน้ายิ้มแย้ม มักจะถือถุงย่ามและประคําในมือ ให้รู้ว่านั่นไม่ใช่พระสังกัจจายน์ แต่เป็นพระศรีอารยเมตไตรย เพราะพุทธศาสนามหายานไม่ได้บูชาพระมหากัจจายนะเป็นพิเศษ ปฏิมากรพระอ้วนแบบจีนจึงเป็นพระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์แทบทั้งสิ้น ซึ่งพระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์ (มิเล็กฮุด) นั้น ประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต รอที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ถัดไปเมื่อสิ้นพุทธกาลของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

มีตํานานที่กล่าวถึงรูปลักษณ์ของพระศรีอารยเมตไตรยไว้ 2 ตํานาน

ตํานานแรกนํามาจากหนังสือโลกทิพย์คติจีน ซึ่งผู้เขียนเป็นคนจีนและกล่าวไว้ว่า ในสมัยโฮ่วเหลียงของจีน มีพระสงฆ์ประหลาดชื่อ ชีฉื่อ รูปร่างอ้วนท้วน ท่าทางสติไม่ดี มักจะถือถุงย่ามเดินบิณฑบาต แต่ท่านพยากรณ์อากาศ พยากรณ์โชคชะตาได้แม่นยำ จึงมีชื่อเสียงมาก

ก่อนหลวงจีนชีฉื่อมรณภาพ ท่านได้ทิ้งปริศนาธรรมกล่าวถึง พระศรีอารยเมตไตรยเอาไว้ จึงได้ทราบกันว่าหลวงจีนชื่อชีฉื่อนี้ นิรมาณกาย (การแบ่งภาคมาเกิดในโลกมนุษย์) ของพระศรีอารเมตไตรยโพธิสัตว์ จากนั้นก็มีการสร้างปฏิมากรเพื่อระลึกถึงพระศรีอารยเมตไตรยด้วยรูปหลวงจีนอ้วนที่เป็นนิรมาณกายของพระองค์ เพราะเป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่องค์พระศรีอารยเมตไตรยที่ประทับยังสวรรค์ชั้นดุสิตหาได้มีรูปกายเช่นนี้ไม่

การรับรู้ว่าลักษณะที่แท้จริงขององค์พระศรีอารยเมตไตรยไม่อ้วนนั้น คล้ายกับการรับรู้ของฝ่ายเถรวาท ที่เชื่อว่าพระศรีอารยเมตไตรยมีพุทธลักษณะเหมือนพระพุทธรูปทั่วไป ไม่ใช่พระอ้วน ซึ่งสามารถดูจากปฏิมากรที่วิหารพระศรีอารยเมตไตรย วัดปรมัยยิกาวาส ที่เกาะเกร็ด นนทบุรี ได้

อีกตํานานหนึ่งจากหนังสือลัทธิของเพื่อนกล่าวไว้ว่า ในการชุมนุมเทพยดาตามเรื่องราวในคัมภีร์มิลอแอ้แซเก็ง เซียนองค์หนึ่งพรรณนาไว้ว่าได้เห็นพระศรีอารยเมตไตรยประทับอยู่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ที่สวรรค์ชั้นดุสิต รูปลักษณ์ของท่านจําได้ง่าย ด้วยท่านห่มจีวรเปิดเห็นท้องที่ใหญ่ยื่นและยิ้มแย้มอยู่เสมอ มือขวาถือย่ามกายสิทธิ์เรียกเคียนคุนแพ ซึ่งจากตํานานนี้เท่ากับว่า พระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์มีลักษณะอ้วนอยู่เอง ต่างกับตํานานแรกที่ว่าหลวงจีนอ้วนเป็นนิรมาณกายขององค์โพธิสัตว์

ตามปกติเทพเจ้าจีนอาจมีตํานานประจําตัวมากกว่าหนึ่งตํานานได้ ดังนั้นการที่มีตํานานกล่าวถึงพระศรีอารยเมตไตรยไว้ต่างกันจึงไม่แปลกอะไรนัก แต่ไม่ว่าจะด้วยตํานานใด ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่าพระศรีอารยเมตไตรยเป็นพระโพธิสัตว์ และเป็นคนละองค์กับพระมหากัจจายนะหรือพระสังกัจจายน์ที่เป็นพระอรหันต์สาวกองค์หนึ่ง

ท้ายที่สุดนี้ผมหวังว่า บทความชิ้นนี้คงช่วยให้การ “ทักคนผิด” เวลาไปวัดจีนหรือวัดไทยลดลงได้บ้าง

หนังสืออ้างอิง

จิตรา ก่อนันทเกียรติ. พระพุทธ พระโพธิสัตว์ สิ่งศักดิ์ของจีน. กรุงเทพฯ : จิตรา, 2541.

ซูเถียน, หม่า. โลกทิพย์คติจีน. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2541.

พ.สุวรรณ. พระสังกัจจายน์ พระอรหันต์ผู้สมบูรณ์ลาภผล. กรุงเทพฯ : บ้านมงคล, 2541.

วิรัช ถิรพันธ์เมธี. ประวัติพุทธบริษัท. กรุงเทพฯ : มติชน, 2540

อนุมานราชธน, พระยา. ลัทธิของเพื่อน โดย เสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป. กรุงเทพฯ : พิราบ, 2540

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 กันยายน 2565

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *