ร.6 ทรง “เคือง” เจ้าเมืองสิงคโปร์ประพฤติบกพร่องต่อพระอนุชา “วางตัวจัดราวนาย”

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์ “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6” เป็นบันทึกบอกเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 5 ถึงรัชสมัยของพระองค์ เนื้อหาตอนหนึ่งว่าด้วยเรื่องราวช่วงต้นรัชกาลเมื่อครั้งพระอนุชาของพระองค์ เสด็จฯ กลับมาจากยุโรปเพื่อถวายเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงพบว่าการรับรองของเจ้าเมืองสิงคโปร์ในช่วงเวลานั้นขาดตกบกพร่องไป เรื่องราวนี้ทำให้ทรงขัดข้องพระทัยมากทีเดียว

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสวยราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2453-2468 และทรงพระราชนิพนธ์ “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6” เมื่อพ.ศ. 2466 ก่อนเสด็จสวรรคตประมาณ 2 ปี ทรงใช้นามแฝงว่า “ราม วชิราวุธ” ต้นฉบับตัวพิมพ์ดีดอยู่ในความครอบครองของ พระมหาเทพกษัตรสมุห หรือขุนตำรวจเอก พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) มีรูป และลายมือชื่ออยู่ด้านหลังปกแข็งที่หุ้มต้นฉบับไว้ ต่อมาจึงมีการพิมพ์เผยแพร่จากต้นฉบับนี้

เนื้อหาในหนังสือตอนหนึ่งบอกเล่าเหตุการณ์ช่วงต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2453 (นับตามปฏิทินไทย) เมื่อครั้ง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์, สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรเพชรบูรณอินทราไชย และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชา เสด็จฯมาโดยเรือมหาจักร (ลำเก่า) จากสิงคโปร์ มาถึงท่าราชวรดิษฐ์เพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อพระองค์ทรงตรัสถามเรื่องราวต่างๆ จึงได้ความว่า เจ้าเมืองสิงคโปร์ในเวลานั้นรับรองพระอนุชาบกพร่องไป

“เมื่อพวกน้องๆ ไปถึงสิงคโปร์ กงสุลเจเนราลของเรา (ชื่อเส้อร์จอน แอนเดอร์สัน เหมือนกัน, แต่ไม่ใช่ญาติกับเจ้าเมือง) ได้ลงไปรับในเรือเมลพร้อมด้วยองค์รักษ์และเลขานุการของเจ้าเมืองสิงคโปร์. กงสุลของเราจะได้ไปพูดกับพวกเขาไว้อย่างไรไม่ปรากฏ. คงไม่ความแต่ว่าเจ้าเมืองสิงคโปร์นัดให้ไปหาเวลาเช้า 9 นาฬิกากึ่ง. ครั้นเมื่อน้องๆ ของฉันไปตามเวลานั้น ก็หาได้มีใครลงไปรับรองที่รถไม่.

คอยอยู่สักครู่ 1 จึ่งได้มีเสมียนคนหนึ่งลงไปรับ, บอกว่าท่านเจ้าเมืองยังไม่ออกจากห้องกินอาหาร, ขอให้เขียนชื่อไว้ในสมุดเยี่ยม, แต่น้องๆ ของฉันไม่ยอมทำเช่นนั้น ตกลงคอยโตงเตงที่หัวบรรได, และเสมียนนั้นก็ไม่เชิญเข้าไปในห้องรับแขก. คอยอยู่ประมาณ 10 นาทีจึ่งได้มีผู้ลงไปตามว่าเจ้าเมืองจะพบ. พาขึ้นไปพบกับเจ้าเมืองในห้องทำงาน, พูดกันครู่เดียวแล้วก็กลับ, และเมื่อกลับเจ้าเมืองก็มิได้ลงไปส่งข้างล่าง. ออกจะวางตัวภูมจัดราวกับเปนนาย, และพวกเราเปนพวกตนกูมลายูเมืองขึ้นของอังกฤษ. ฉันได้ฟังเรื่องแล้วก็เคืองจัดเต็มที ทูลกรมหลวงเทววงศ์ให้ทรงต่อว่ากับอัครราชทูตอังกฤษ. เส้อร์อาร์เทอร์ (เวลานั้นยังเปนมิสเตอร์ปีล, อัครราชทูตอังกฤษได้ทราบเรื่องก็โกรธ, และขอโทษในการที่เจ้าเมืองสิงคโปร์ประพฤติไม่สมควรอย่างนั้น, และรับรองว่าจะฟ้องไปที่รัฐบาลของเขา ต่อมามิสเตอร์ปีลบอกว่าได้รับคำสั่งจากเสนาบดีว่าการต่างประเทศของเขาให้แสดงความเสียใจและขอโทษ, และว่าเสนาบดีว่าการประเทศราชของเขาได้มีท้องตราติโทษมายังเสอร์จอน แอนเดอร์สัน”

อย่างไรก็ตาม พระราชนิพนธ์ทรงบันทึกเพิ่มเติมว่า เพื่อให้ยุติธรรม กงสุลเองก็บกพร่องด้วย จากที่ทรงคาดการณ์ว่า อาจตะเกียกตะกายขอให้เขารับรอง อีกฝ่ายก็คงไม่ได้ตั้งใจจะรับรอง แต่ต้องตกลงรับคำ อีกประการคือเมื่อฝ่ายกงสุลตะเกียกตะกายเอง ย่อมทำให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าเป็นการประจบประแจงเขา จึงเป็นผลให้ “วางท่า” กลายเป็นฝ่ายกงสุลเสียเหลี่ยม

ขณะที่กงสุลแอนเดอร์สันที่รบเร้าให้รับรองก็ยังไม่ได้มาเอื้อเฟื้อหรือตามเสด็จเจ้านายไปเยี่ยมเจ้าเมืองด้วย

“เส้อร์จอน แอนเดอร์สัน, กงสุลเจเนราลของเราเวลานั้น, เปนคนที่เมื่อหนุ่มๆ ประจบประแจงไทยเราดี, เปนที่ถูกพระราชอัธยาศัยของทูลกระหม่อม, และชอบกับกรมดำรงมาก, ทั้งได้เปนขุนนางไทย มีราชทินนามเปน ‘พระพิเทศพาณิช’ ครั้นเมื่ออายุมากแล้วได้รับตราอังกฤษเสนต์ไมเค็ลแอนด์เสนต์ยอร์ชชั้นที่ 2 มีบรรดาศักดิ์อังกฤษเปน ‘เสอร์’ ขึ้น, ก็ดูออกจะจองหองขึ้นสักหน่อย.”

อ้างอิง : 

ราม วชิราวุธ. ประวัติต้นรัชกาลที่ 6 พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : มติชน, 2559. หน้า 250-251


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 ตุลาคม 2561

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *