เบื้องหลัง เพลงปลุกใจ-เพลงรัฐนิยม ครั้ง “กรมโฆษณาการ” สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ก่อนที่จะมาเป็นกรมประชาสัมพันธ์อย่างในทุกวันนี้ หน่วยงานแห่งนี้ก่อร่างมาจาก “กรมโฆษณาการ” ที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

กรมโฆษณาการเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการประชาสัมพันธ์นโยบายของรัฐในสมัยนั้นอย่างมาก

ในงานสโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนา “เพลงแห่งความหลัง ครั้งกรมโฆษณาการ” วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม 2565 ร่วมเสวนาโดย คุณนิตยา อรุณวงศ์ (โฉมฉาย อรุณฉาน) และคุณบูรพา อารัมภีร พูดคุยเบื้องหลังการทำเพลงและวงดนตรีของกรมโฆษณาการในยุคแรกเริ่ม

คุณนิตยา อรุณวงศ์ อธิบายว่า วงดนตรีของกรมประชาสัมพันธ์นั้น แต่เดิมต้นเค้าเริ่มจากดนตรีไทยก่อน ในยุคนั้นยังไม่มีดนตรีสากล จนกระทั่งถึงยุคของหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ หรือประดิษฐ์ สุขุม อดีตอธิบดีกรมโฆษณาการ ไปเชิญนักดนตรีจากกรมศิลปากรทั้งหมด 7 ท่าน ที่สำคัญคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน มาทำวงดนตรีของกรม และหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ยังได้นำโน้ตดนตรีสากลมาจากต่างประเทศ เพื่อให้เกิดเพลงแจ๊ส ดังนั้น วงดนตรีของกรมโฆษณาการในยุคแรกจึงเป็นแนวเพลงแจ๊ส เช่น เพลงคนึงครวญ

ต่อมาเพลงของวงดนตรีกรมโฆษณาการก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามลำดับ โดยมีครูเอื้อเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ช่วยแต่งเพลงขึ้นมามากมาย และเริ่มมีเพลงที่เป็นของวงดนตรีเอง โดยเฉพาะแนวเพลงปลุกใจ คุณนิตยา อรุณวงศ์ กล่าวว่า “ดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ทำหน้าที่นำนโยบายจากรัฐสู่ประชาชน โดยใช้บทเพลงเป็นสื่อ”

ภายในงาน คุณนิตยา อรุณวงศ์ และวงดนตรีของกรมประชาสัมพันธ์ นำเสนอบทเพลงที่เรียกได้ว่าเป็นเพลงรัฐนิยม กล่าวคือ เป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมให้ประชาชนปฏิบัติตามรัฐนิยมหรือข้อควรปฏิบัติที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม กำลังสร้างประดิษฐกรรมของ “ความเป็นไทย” ขึ้นในสังคม เช่น การส่งเสริมการกินก๋วยเตี๋ยว การเชิญชวนให้คนไทยสวมหมวก หรือการสร้างอุปนิสัยให้คนไทยมีระเบียบ

เพลงสร้างระเบียบ

สร้างระเบียบ คือวาง ทางสร้างชาติ

ให้มุ่งมาตร เจริญเทียบ ทัดเทียมเขา

ไทยยุคใหม่ สร้างไทย ไว้เพริศเพรา

สมไทยเนา อารยะ ประเสริฐเอย

เพลงสวมหมวก

เชิญซิคะเชิญร่วมกันสวมหมวก

แสนสะดวกสบายด้วยทั้งสวยหรู

ปรุงใบหน้าให้อร่ามงามหน้าดู

อีกจะชูอนามัยให้มั่นคง

เพลงก๋วยเตี๋ยว

ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยว ของไทยใช้ พืชผลที่เกิดในไทยรัฐทั้งสิ้น

ทรัพย์ในดินหาได้ทั่วไป ช่วยซื้อขายให้มั่งมี เพราะไทยเรานี้ช่วยกันตลอดไป

สำหรับเกร็ดเกี่ยวกับ “เพลงสวมหมวก” ที่ มัณฑนา โมรากุล ซึ่งเป็นผู้ขับร้องเพลงนี้ เล่าความหลังให้กับคุณนิตยา อรุณวงศ์ ถึงความขบขันในยุคสมัยของรัฐนิยม ที่แม้ มัณฑนา โมรากุล เป็นผู้ขับร้องเพลงนี้แต่ก็ลืมสวมหมวกเสียเอง จนโดนจอมพล ป. พิบูลสงครามตำหนิ ดังที่ คุณนิตยา อรุณวงศ์ เล่าไว้ความว่า

“พี่มัณฑนาเขาเล่าให้ฟัง ยุคนั้นเป็นยุคที่เชิญชวนสวมหมวกใช่ไหมคะ เป็นข้าราชการก็ต้องสวมหมวก พี่มัณฑนาก็บอกว่า ไอ้เราก็เผลอนั่งรถป๊อกป๊อกไป แล้วก็ไม่ได้ใส่หมวก ก็พอดีสวนกับรถท่านผู้นำพอดี ก็โดนเรียกเข้าไปสอบ พี่มัณฑนาบอก พี่นะกลัวมาก กลัวตัวสั่นเลยว่า จะโดนทำโทษอะไร ที่จริงท่านก็เหมือนดุ พยายามให้จำว่าคนใส่หมวก แต่ไม่ได้ทำโทษอะไรหรอก…ให้ตอกย้ำว่าคุณเป็นคนร้องเพลงสวมหมวก คุณเชิญชวนเขาแล้วคุณก็ต้องทำอย่างนั้นด้วย อันนี้เป็นเรื่องตอนนั้นเรื่องจริงนะ เพราะพี่มัณฑนาเล่าเอง…”

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เพลงของกรมโฆษณาการในยุคแรกจึงเป็นเพลงในลักษณะที่มีการรับใช้รัฐเพื่อนำเสนอนโยบายของรัฐลงสู่ประชาชน ซึ่งกรมโฆษณาการก็อยู่ภายใต้การดูแลกวดขัดจากรัฐอย่างเข้มข้น ไม่เว้นแม้แต่เพลงรักทั่วไปอย่าง เพลงดำเนินทราย ที่ถูกขอให้เปลี่ยนเนื้อร้องเพราะท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม เห็นว่ามีคำวาบหวิว ดังที่ คุณนิตยา อรุณวงศ์ อธิบายว่า

“เนื้อเดิม ‘จะกอดจะจูบทั้งคืนได้ไหม จะกอดจะจูบทำไม เสียใจเอย’ ท่านผู้หญิงละเอียดบอกว่า มันหยาบ มันเป็นคำไม่สุภาพ ช่วยเปลี่ยนหน่่อย ก็เปลี่ยนเป็น ‘จะอยู่กับพี่ทั้งคืนได้ไหม จะอยู่ก็ได้เป็นไร ขวัญใจเอย’”

ซึ่งทั้ง คุณนิตยา อรุณวงศ์ และคุณบูรพา อารัมภีร เห็นพ้องว่า เนื้อเพลงแบบใหม่ก็วาบหวิวไม่แพ้เนื้อเดิม และอาจจะดู “โป๊” กว่าเสียอีก เพราะ “จะกอดจะจูบทั้งคืนได้ไหม” มีเพียงกอดและจูบ แต่ “จะอยู่กับพี่ทั้งคืนได้ไหม” มีอะไรแอบแฝงมากกว่านั้น

นอกจากเพลงที่ส่งเสริมรัฐนิยมอย่างเพลงสวมหวก และเพลงรักอย่างเพลงดำเนินทราย ดังกล่าวแล้ว เพลงแนวปลุกใจอย่าง เพลงถิ่นไทยงาม ก็มีเกร็ดเบื้องหลังอยู่ด้วย โดย คุณนิตยา อรุณวงศ์ เล่าว่า ในสมัยนั้นกรุงเทพฯ แออัด รัฐพยายามส่งเสริมภาพลักษณ์ของภาคเหนือของประเทศไทย เพื่อให้คนย้ายออกไปยังต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น

เนื้อเพลงนี้ร้องว่า “เห็นแดนแผ่นดินท้องถิ่นไทยงาม ดูอยู่ด้วยความเพลินใจนิยม อากาศก็ดี น่าสบาย พระพายรื่นรมย์ ใครได้มาชมคงชื่นในใจ…หมายถึงแผ่นดินท้องถิ่นทางเหนือ ประเสริฐเลิศเหลือจะพรรณนา ทั่วบ้านทั่วเรือนครอบครัวสวนครัวเกลื่อนตา มีผักมีปลานาไร่น่าชม”

ซึ่งเพลงถิ่นไทยงามก็เป็นหนึ่งในเพลงปลุกใจแห่งยุคของการปลุกสร้างประดิษฐกรรมของ “ความเป็นไทย”

นอกจากเพลงข้างต้นแล้ว กรมโฆษณาการยังทำเพลงอื่น ๆ อีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเพลงปลุกใจ เพลงสถาบัน เพลงรำวง เพลงลีลาศ ฯลฯ ที่ล้วนมีบุคคลมากฝีมือขึ้นชื่อหลายคน อยู่เบื้องหลังวงดนตรีของกรมโฆษณาการ

ไม่ว่าจะเป็น เอื้อ สุนทรสนาน, ล้วน ควันธรรม, มัณฑนา โมรากุล, รุจี อุทัยกร, สุปาณี พุกสมบูรณ์, เลิศ ประสมทรัพย์, สุภาพ รัศมิทัต, ชวลี ช่วงวิทย์, วินัย จุลละบุษปะ, เพ็ญศรี พุ่มชูศรี, จันทนา โอบายวาทย์

นี่คือเรื่องราวเพียงบางส่วนของกรมโฆษณาการ ยุคแรกเริ่มแห่งกรมประชาสัมพันธ์

รับชมเสวนาช่วงที่ 1 :

รับชมเสวนาช่วงที่ 2 :

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 พฤษภาคม 2565

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *