ไฉนคำว่า “พิพิธภัณฑ์” ในยุคแรก ไม่ได้หมายถึง สถานที่เก็บโบราณวัตถุ?

สโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนา “พิพิธภัณฑสถานไทย : สมัยแรกและปัจจุบัน” เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565 วิทยากรโดย คุณนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และ ผศ. ดร. กัณฐิกา ศรีอุดม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมการพิพิธภัณฑ์ของไทยในยุคแรกเริ่ม ฉายให้เห็นถึงพัฒนาการและการวิวัฒน์ที่มาเป็นพิพิธภัณฑสถานดังที่เห็นกันในปัจจุบัน

 

งานสโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนา “พิพิธภัณฑสถานไทย : สมัยแรกและปัจจุบัน” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม 2565 ณ ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
แต่ทราบหรือไม่ว่า “พิพิธภัณฑ์” ในสมัยแรกเริ่มนั้น ไม่ได้มี “Concept” หรือแนวคิดอย่างที่เห็นกันในปัจจุบันว่า เป็นสถานที่ที่รวบรวมโบราณวัตถุมาจัดแสดงเพื่อให้ความรู้ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ

คุณนิตยา อธิบายว่า ภัณฑ์ แปลว่า สิ่งของ พิพิธ แปลว่า หลากหลาย รวมความคือ สิ่งของที่มีความหลากหลาย พิพิธภัณฑ์จึงแปลว่า สถานที่หรือห้องที่มีการจัดระเบียบสิ่งของที่มีความหลากหลาย ขณะที่ ผศ. ดร. กัณฐิกา กล่าวเสริมว่า พิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันจะสื่อความหมายถึงสถานที่ แต่สำหรับในอดีตนั้นจะหมายรวมถึงสถานที่และการจัดงานการแสดงสินค้าด้วย

ผศ. ดร. กัณฐิกา อธิบายว่า ในสมัยรัชกาลที่ 4 คำว่า พิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่คำแปลของคำว่า “Museum” เนื่องจากจะมีการเรียกเป็นคำทับศัพท์โดยตรงว่า “มิวเซียม” คำว่า พิพิธภัณฑ์ ในสมัยนั้นจะเกี่ยวข้องกับงาน International Exhibition งานนิทรรศการหรือการแสดงพิพิธภัณฑ์นานาชาติ หรือรู้จักในชื่อ “Expo” ซึ่งสยามได้ส่งสิ่งของไปจัดแสดงยังงานดังกล่าว หลักฐานลายลักษณ์อักษรในสมัยรัชกาลที่ 4 จะเรียกว่า “การแสดงพิพิธภัณฑ์”

งาน Expo มีขึ้นเพื่อแสดงหรือโอ้อวดความเป็นอารยะของแต่ละชาติผ่านสิ่งของต่าง ๆ บ้างเป็นของเก่าแก่หรือโบราณวัตถุ เพื่อเชื่อมโยงถึงอดีตอันรุ่งเรืองของชาตินั้น ๆ ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน บ้างก็เป็นสินค้าทันสมัย อันเป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม เพื่อแสดงความมั่งคั่งร่ำรวยของชาตินั้น ๆ

โดยงาน Expo ที่จัดขึ้นในต่างประเทศนั้น รัชกาลที่ 4 ก็โปรดเกล้าฯ ให้ส่งสิ่งของไปจัดแสดงหลายครั้ง เช่น พ.ศ. 2405 ที่อังกฤษ และ พ.ศ. 2410 ที่ฝรั่งเศส ซึ่งทำให้นามของสยามประเทศเป็นที่รู้จักมากขึ้น นัยยะหนึ่งก็เป็นการแสดงความเป็นอารยะของสยามไปนำสู่สายตาของชาวตะวันตก

อาคารหลักในงานมหกรรมโลก Exposition Universelle ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส ค.ศ. 1867 ภาพจาก wikipedia
สำหรับการจัดแสดงสิ่งของภายในแผ่นดินสยามนั้น สมัยรัชกาลที่ 4 จะเป็นไปในลักษณะของการจัดเก็บสิ่งของส่วนพระองค์ รวมถึงเครื่องบรรณาการจากต่างประเทศ รวบรวมไว้ ณ พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ ในพระอภิเนาว์นิเวศน์ ภายหลังพื้นที่บริเวณนี้ทรุดโทรม จึงมีการรื้อพระที่นั่งลงหลายหลัง สิ่งของทั้งหลายเหล่านั้นจึงนำมาเก็บรักษายังสถานที่อื่นในพระบรมมหาราชวัง

ต่อมา ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้นำสิ่งของเหล่านั้นมาไว้ที่หอคองคอเดีย หรือศาลาสหทัยสมาคมในปัจจุบัน โดยมีการจัดนิทรรศการชั่วคราวขึ้น เรียกว่า “ตั้งมิวเซียม” เมื่อ พ.ศ. 2517 เนื่องในวาระงานเฉลิมพระชนมพรรษา 20 กันยายน พ.ศ. 2417 นี่จึงนับเป็นครั้งแรกในแผ่นดินสยามที่มีการนำสิ่งของมาจัดแสดงให้มหาชนคนสามัญได้ชมชั่วคราวเป็นครั้งแรก เรียกได้ว่าเป็น “Public Museum” อย่างแท้จริง ดังนั้น จึงได้ยึดเอาวันที่ 19 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่เปิดให้เข้าชมงานดังกล่าวเป็นวันแรก ให้เป็น “วันพิพิธภัณฑ์ไทย”

ถึง พ.ศ. 2425 คราวฉลองสมโภชพระนครครบ 100 ปี ก็มีการจัดงาน “นาชาเนล เอกษหิบิเชน” ลักษณะคล้ายคลึงกับงาน Expo ในต่างประเทศ ที่มีการรวบรวมและจัดแสดงสิ่งของนานาชนิด ทั้งที่เป็นสิ่งของเก่าแก่และใหม่ทันสมัย งานนี้ก็จัดขึ้นเพื่อแสดงความศิวิไลซ์ของสยามอีกเช่นเดียวกัน ภายในงานนอกจากมีการแสดงสิ่งของต่าง ๆ แล้ว ยังมีกิจกรรมและการแสดงรื่นเริงอื่น ๆ เพื่อเป็นการดึงดูดมหาชนให้เข้าร่วมงานอีกด้วย

ประรำไม้ ณ ท้องสนามหลวง ในงาน “นาชาเนล เอกษหิบิเชน” พ.ศ. 2425 คราวฉลองสมโภชพระนคร 100 ปี
แต่หลังการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 รัชกาลที่ 5 ทอดพระเนตรการพิพิธภัณฑ์ในยุโรปหลายประเทศ จึงทรงเข้าพระทัยแนวคิด ความหมาย และความสำคัญของกิจกรรมจึงส่งสิ่งของไปจัดแสดงในต่างประเทศให้น้อยลง แต่ภายในพระราชอาณาจักรนั้นได้จัดงานในลักษณะนี้ขึ้นเป็นประจำทุกปี นั่นคือ งานวัดเบญจมบพิตร ที่มีการแสดงสิ่งของ ประกวดสิ่งของ และออกร้านขายสินค้า ครั้นหลังจากเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 แล้ว พระองค์ก็ทรงนำสิ่งของที่ได้จากยุโรปมาจัดแสดงในงาดวัดเบญจมบพิตรอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์ในยุคแรกเริ่มจึงหมายถึงการจัดแสดงสินค้าเป็นสำคัญ กว่าที่ “การจัดแสดง” และ “การอนุรักษ์” จะหลอมรวมความหมายของคำว่า พิพิธภัณฑ์ในยุคหลังนั้นก็ล่วงเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 6-7 แล้วกิจการพิพิธภัณฑ์ กิจการพิพิธภัณฑสถาน ที่อนุรักษ์และจัดแสดงโบราณวัตถุ ตรวจรักษาของโบราณในพระราชอาณาเขต ดังที่เข้าใจกันในปัจจุบันนี้ มีพัฒนาการความเป็นมาอย่างไร ติดตามรับชมต่อได้ในสโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนา : “พิพิธภัณฑสถานไทย : สมัยแรกและปัจจุบัน” (คลิก)

การจัดแสดงสินค้าจากสยาม ในงาน The Centennial International Exposition 1876 ตรงกับ พ.ศ. 2419
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 มีนาคม 2565

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *