ทะเลชุบศร

เมืองลพบุรี มีทะเลครับ ชื่อว่า ทะเลชุบศร

ในโคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่งโดย หลวงมโหสถ บทหนึ่งระบุถึงทะเลชุบศร

เสร็จเสด็จดลด้าวด่าน       ดงดอน

ชลชะเลวุธศร                 เหล่าช้าง

คชสารบันสมสลอน          กรินิศ

ชมทรทหึงเคียงข้าง           จรวดร้องเรียงรมย์

และในจดหมายเหตุหรือบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเขียนว่า Talé Chupson หรือ Thlee Poussone หรือทะเลรวย-Rich Sea บอกด้วยว่า เวลาหน้าแล้ง ทะเลจะเหลือเล็กเป็นลําคลอง-คาแนล (canal) และน้ำก็ขุ่นด้วย แต่ในฤดูฝน ทะเลรับน้ำจากทิวเขาสามยอดไว้ทั้งหมด ทะเลชุบศรก็จะกว้างใหญ่น้ำใสสะอาด กว้างใหญ่ถึงกับนำเรือฟรีเกท เข้ามาแล่นโชว์การยิงปืนลูกแตกจากฝรั่งเศสได้สบายๆ แทบไม่น่าเชื่อ ในจดหมายเหตุ เดอ ลาลูแบร์ ระบุด้วยว่า “…และข้าพเจ้าเคยได้ยินว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงดื่มน้ำจากที่นี้ด้วย” ความจริงก็คือ ทรงดื่มน้ำจากห้วยซับเหล็กมากกว่า

ทะเลรับน้ำจากทิวเขาสามยอด แต่บาทหลวงฝรั่งคงจะเข้าใจผิดหรือจําผิดระบุว่า เป็นทิวเขาพระพุทธบาทซึ่งไกลออกไปถึงสระบุรี ทะเลชุบศรอยู่ลพบุรี พื้นที่อยู่กลางจังหวัดที่เดียว

ประมาณว่าทะเลชุบศรมีพื้นที่สัก 10-15 ตารางกิโลเมตร และมีความลึกอีกต่างหาก อาจเป็น 10-15 เมตรจากคันดินริมฝั่งซึ่งพูนขึ้นกันน้ำไว้ 3 ด้าน คือ ด้านตะวันตก และด้านใต้ กับด้านตะวันตกเฉียงเหนือบางส่วน ทะเลชุบศรจึงสามารถรับน้ำได้มหึมา 10-15 ล้านลูกบาศก์เมตรเหมือนกัน

น้ำจำนวนมหาศาลในทะเลห้วงฤดูฝน จะถูกไขเข้าประตูช่องกุด หรือ ประตูปากจั่น ออกคลองส่งน้ำเล็ก รับน้ำลงสู่สระแก้ว สระขนาดใหญ่ สี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง-ยาวไม่น้อยกว่า 200 เมตร และลึก 10-20 เมตร เก็บน้ำไว้ใช้ได้หลายแสนลูกบาศก์เมตร

 

นอกจากนั้นยังมีสระทรงจัตุรัสแต่ขนาดเล็กกว่าอีก 2 สระในเขตกำแพงเมืองชั้นสองแนวเดียวกับประตูเพนียด (ในศูนย์สงครามพิเศษปัจจุบันนี้) ที่สามารถเก็บน้ำไว้ได้มากเหมือนกัน ทั้งนี้ยังไม่นับคลองคูเมืองอีก 3 ชั้น ขนาดกว้างและยาวค่อนข้างมาก ขังน้ำได้อีกมหาศาล ขณะเดียวกันระหว่างกำแพงเมือง ชั้นหนึ่งกับชั้นสองมีที่ลุ่มกว้าง ในแผนที่ฝรั่งระบุ ลา บาส วิล (La Basse Ville) สามารถขังน้ำได้เช่นกัน น้ำปริมาณมากมายนี้ไขมาจากทะเลชุบศรทั้งหมด โดยระบบชลประทาน ซึ่งจินตนาการว่าเป็นรูปคูคลองโยงใยน่าดู และมีสะพานขนาดใหญ่ข้าม ต้องขนาดใหญ่ครับ ไม่ใหญ่ช้างก็ข้ามไม่ได้ จึงเป็นสะพานเชือก (วางปูขวางด้วยท่อนซุงและเชิงสะพานก่อด้วยปูน) กับสะพานอิฐ สะพานอิฐเป็นสะพานฝรั่ง ก่ออิฐถือปูนโค้งเล็กๆ แต่รับน้ำหนักได้มาก โดยอาศัยระบบโครงสร้าง เข้าใจว่าอยู่ตรงคลองกำแพงชั้น 3 ด้านเหนือ เพราะยังมีชื่อบ้านสะพานอิฐเป็นอนุสรณ์อยู่ทุกวันนี้ หมู่บ้านสะพานอิฐหรือหมู่บ้านสะพานฝรั่ง ตําบลทะเลชุบศร อําเภอเมืองลพบุรี ครับตรงนี้ผมเน้นโยงใยคูคลองส่งน้ำเป็นพิเศษก็เพื่อจะแยกให้เห็นว่าแตกต่าง จากการส่งน้ำจากห้วยซับเหล็ก ซึ่งส่งด้วยท่อดินเผาตรงเข้าไปใช้ในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ น้ำสำหรับช้างและมนุษย์ ระบบส่งน้ำน่าจะไม่เหมือนกัน (ความพิสดารของห้วยซับเหล็กจะได้กล่าวในตอนต่อไป)น้ำปริมาณมากนี้ เตรียมไว้สําหรับช้างเป็นร้อยเชือก ม้าเป็นร้อยตัวและใช้ในราชอุทยานนอกเมืองในฤดูแล้งอีกต่างหาก

ทะเลชุบศร กว้างใหญ่และแคบลงได้ตามฤดูกาลดังกล่าวแล้วโดยขุดคันดินกั้นน้ำไว้และเจาะประตูไขน้ำออกไปใช้ด้วยระบบชลประทาน จึงเป็นทะเลสาบธรรมชาติที่ถูกตกแต่ง มิใช่ธรรมชาติล้วนๆ ฝรั่งเลยเรียกว่า อาร์ติฟิเชียล เลค (artificial lake) เป็นทะเลที่สร้างขึ้นเหมือนกับทะเลสาบเพียซ ด้านข้างพระราชวังแวร์ซายส์ ในฝรั่งเศส หรือทะเลสาบหมู่บ้านเศรษฐกิจฝั่งธนบุรี ช่วงปี 2500 โดยอดีต ส.ส.ผู้ยิ่งใหญ่ ไถง สุวรรณทัต จะเป็นทะเลสาบธรรมชาติแบบฮูรอนซูพีเรีย หรือออนตาริโอ อย่างในแคนาดาคงจะไม่ใช่

อย่างไรก็ดี ทะเลชุบศรก็มีตํานานมีที่ไปที่มาแปลกกว่าทะเลไหนๆ ในโลก

เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ครั้งพระรามเสร็จศึกสงครามใหญ่ปราบยักษ์ร้ายทศกัณฐ์เป็นที่เรียบร้อย จึงบําเหน็จความดีความชอบให้กับทหารหาญ ทั้งหลายทั่วหน้ากัน สําหรับทหารเอกพระราม คือหนุมานนั้น ดูจะต้องได้บําเหน็จรางวัลโลดโผนกว่าผู้อื่น กล่าวคือหนุมานจะต้องเหาะตามศรพรหมาสตร์ที่พระรามแผลง ออกไป ศรตกตรงไหนก็ให้พื้นที่ตรงนั้นสร้างเมือง

ศรพรหมาสตร์มาตกที่ลพบุรี

ลพบุรีจึงเป็นเมืองหนุมาน ณ บัดนั้น ซึ่งยังคงมีลูกหลาน อยู่ที่ศาลพระกาฬทุกวันนี้ (วันดีคืนดี ก็มีคนเมตตาพาไปกิน 7 วัน โต๊ะจีนด้วย)

ศรพรหมาสตร์นั้นมีฤทธิ์ในเชิงร้อน เมื่อตกที่ใด ดินที่ตรงนั้นก็จะถูกเผาจนสุกเป็นสีขาว คือดินสอพอง ซึ่งที่ลพบุรีมีมาก

ศรพรหมาสตร์มีผู้ขุดพบเป็นแท่งหินยาวประมาณสักเมตรหนึ่ง ปัจจุบันอยู่ที่ศาลลูกศร ศาลเจ้าใกล้ๆ วัดปืน และบ้านวิชาเยนทร์ ซึ่งต้องหล่อน้ำไว้ตลอดเวลา น้ำแห้งเมื่อใด ศรก็จะร้อน และเมืองลพบุรีก็จะ เกิดไฟไหม้ทันที! อย่างไรก็ดี ไฟจะไม่มีทางไหม้ได้เลย เหตุเพราะลพบุรีมีทะเล ซึ่งจะมีน้ำหล่อศรพรหมาสตร์ดังกล่าวได้เหลือเฟือ ไม่มีทางแห้งได้

ทะเลนี้คือ ทะเลชุบศรนี่เอง

(ลูกศรที่กล่าวนั้น นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเป็นเสาหลัก ความยาวมากกว่าที่เห็น สั้นไปเพราะถูกผู้นิยมความขลังต่อยเอาไปทําวัตถุมงคล สําหรับผมมีความเห็นว่าการหล่อน้ำนั้น เป็นอุบายดูแลระวังไฟ เพราะเมืองในฤดูแล้งขาดน้ำ โดยเฉพาะตรงตัวเมือง เพราะเป็นที่สูง ลูกศรหล่อน้ำบวกความเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ เป็นป้ายประกาศระวังไฟที่เป็นรูปธรรมที่สุด)

สมัยโบราณครั้งขอมมีอํานาจเหนือภูมิภาคนี้ (ราวพุทธศตวรรษที่ 11-16) ก็ใช้นําแห่งทะเลชุบศรนี้ นัยว่ารสจืดดี ทั้งยังเป็นเครื่องพิสูจน์ความจงรักภักดีของพระร่วงเจ้าเมืองลพบุรีอีกด้วย

น้ำทะเลชุบศรมีปริมาณเหลือเฟือและรสดี ก็เพราะพื้นที่ ก็เพราพื้นที่ทะเลกว้างดังกล่าวข้างต้นและเป็นน้ำฝนล้วนๆ ไหลจากทิวเขาสามยอด มารวมลงทะเลอันเป็นที่ลุ่มลึก ตั้งแต่ช่องกุด (ปากจั่น) ตรงไปทางตะวันออกตามถนนนเรศวรจนถึงค่ายเอราวัณ และจากปากจั่นเป็นคันทะเลขึ้นไปทางเหนือและโค้งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือถึงบริเวณบ้านหนองบัวขาว

ในช่วงเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายน (เดือน 12) น้ำทรง สมเด็จพระนารายณ์เสด็จจากอยุธยาขึ้นมาลพบุรีและแปรพระราชฐานมาประทับสําราญพระอิริยาบถที่พระที่นั่งเย็น ทรงโปรดการเล่นเรือในทะเลนี้ และเคยนําเรือฟรีเกทมาถึงที่นี่ด้วย โดยน่าจะนําเข้าทะเลสาบทางบ้านถนนแคและผ่านบ้านหนองบัวขาว ดังจดหมายเหตุฝรั่ง

“…ในวันเดียวกันนั้นเอง พระราชาธิบดี ซึ่งเสด็จพระราชดําเนินกลับไปยังพระตําหนักที่ทะเลชุบศร ได้ทรงมีพระราชบัญชาถึง ม.ก็องสตั้งซ์ ในตอนค่ำให้มารับข้าพเจ้าและนําไปเข้าเฝ้า เราไปถึงที่นั่นกันตอนสี่ทุ่ม และพบพระราชาธิบดี ทรงพระสำราญอยู่ด้วยการทอดพระเนตรเรือฟรีเกท ลําที่ติดอาวุธปืนใหญ่หก กระบอกนั้นแล่นไปแล่นมาในคลองใหญ่ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงมาข้างต้นแล้ว ผู้บังคับการเรือได้บังคับให้เรือแล่นไปมาอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ และยิงปืนใหญ่ถวายคํานับทุกครั้งไปเมื่อผ่านหน้าที่ประทับ…”

(ผู้บังคับการเรือน่าจะเป็นเชอร์วาริเอ เดอ ฟอร์บัง หรือ ม.ชัวเยอร์ส ก็ได้ ผู้เคยได้รับพระราชทานดาบทองคํา สายสะพายดาบและเสื้อถักทอง)

ริมฝั่งทะเลด้านใต้ เป็นป่าล่าช้างโดยตลอด บาทหลวงฝรั่งบันทึกว่า มีร้านไฟตั้งเรียงรายริมทะเล เป็นระยะๆ และจุดไฟระวังช้างไว้ตลอดคืน และไม่ไกลจากฝั่งมากนัก ทรงสร้างเรือนพักรับรองไว้กลางป่า จากเรือนพักรับรองกลับมาที่พระที่นั่งเย็น สามารถกลับมาได้โดยทางเรือ ริมฝั่งบริเวณตําหนักมีระบบป้องกันแข็งแรง บันทึกตอนหนึ่งระบุว่า

“…กองไฟนี้สุมไว้ตลอดคืน โดยใช้ไม้ในป่านั่นเอง โดยยกเป็นร้านสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ บนตอม่อสูงจากพื้นดินราวเจ็ดหรือแปดฟุต จึงทําให้มองเห็นไปได้ในระยะไกลๆ เมื่อมองในความมืดแล้ว ดูเป็นการตามไฟที่งดงามนักหนา มีดวงโคมขนาดใหญ่ติดตั้งไว้เป็นระยะๆ…”

และอีกตอนหนึ่ง

“…คลองสายนี้มีความกว้างมาก และมีความยาวกว่าหนึ่งลิเออ มีร้านไฟดัง ที่บรรยายไว้ข้างต้นเรียงรายไปตลอดทาง มองดูในความมืดยามราตรีแล้วเจริญตานัก…”

และอีกตอนหนึ่ง

“…เมื่อจะขึ้นบกที่ตรงเชิงกำแพงเหนือฝั่งคลองนั้น จะต้องเสี่ยงภัยกับการติดกับดักชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นโซ่เหล็กหลายสายทอดไว้ติดๆ กัน ห่างกันอยู่ราวสายละครึ่งฟุต เต็มพื้นที่ตามความกว้างของพื้นดินระหว่างคลองกับกำแพง มีขวากเหล็กปลายแหลมเรียงรายอยู่สองชั้น เขานําออกขึงไว้ทุกคืนโดยที่พักหลังนี้…”

ริมฝั่งทะเลบริเวณใกล้พระที่นั่งเย็น พระยาวิชาเยนทร์ หรือฟอลคอน หรือ ม.ก็องสตั้งซ์ ก็สร้างบ้านพักไว้หลังหนึ่ง ไม่ไกลจากพระตําหนัก ประมาณ 50 เมตร ดังบันทึกของบาทหลวงตาชารด์ว่า

“…ครั้นแล้วอีกชั่วโมงหนึ่งต่อมาเราก็กลับไปลงเรือ เพื่อไปพักแรมอยู่ ณ ที่พักของ ม.ก็องสตั้งซ์ ซึ่งอยู่ห่างจากพระตําหนักออกไปประมาณร้อยก้าว…”

นอกจากนี้รอบๆ ทะเลสาบก็ยังมีบ้านของข้าราชการระดับสูงอื่นๆ ปลูกอยู่โดยรอบทะเล อาจเป็นบ้านของออกพระเพทราชา ออกหลวงสรศักดิ์ หรือออกหลวงมโหสถก็ได้ ทั้งนี้ในจดหมายเหตุฝรั่งระบุว่า ข้าราชการเหล่านั้นยังสามารถไปมาหาสู่กันโดยอาศัยเรือพายในทะเลได้ด้วย

 

ทะเลชุบศร (ส่วนหนึ่งในปัจจุบัน) และชายทุ่งพุดซ้อน (ด้านล่างสุดของภาพ) ภูเขาด้านหลังคือทิวเขาสามยอด (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม, เมษายน 2542)

ทะเลชุบศร วันนี้อาจเหลือแต่ชื่อ และทิ้งความงุนงงสงสัยว่า “ทะเลอยู่ที่ไหน”

อย่างไรก็ดี ความเป็นทะเลยังพอมีร่องรอยอยู่ หากท่านเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์ วงเวียนเทพสตรี หน้าศาลากลางจังหวัดและตรงตามถนนพหลโยธินไปทางเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะถึง   สี่แยก หยุดตรงนั้น ทางซ้ายมือจะไปพระที่นั่งเย็น อีกเพียง 500 เมตร ส่วนทางขวามือเป็นถนนนเรศวร ตรงไปยังศูนย์สงครามพิเศษ ค่ายเอราวัณ ถ้าท่านเลี้ยว แลซ้ายจัดนั้นคือทะเล ซึ่งเหลือเพียงคูเล็กๆ ที่ทางทหารขุดแต่งขึ้น เรียบถนนไปเรื่อยๆ มองไกลออกไปคือทิวเขาสามยอด ซึ่งน้ำฝนจะไหลจากทิวสู่ทะเลดังที่ได้เล่ามา ตั้งแต่ต้น

หากผ่านเลยไปทางลพบุรี แวะไปดูร่อง รอยของทะเลชุบศรบ้างนะครับ

 

เผยแพร่ในระบบออนลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 กันยายน 2565

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *