เหตุใดคนไทยเรียกชาวตะวันตกผิวขาวว่า “ฝรั่ง” คำนี้มีพัฒนาการมาอย่างไร

 

ภาพ หมอบรัดเลย์ ฝรั่งในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จิตรกรรมในพระวิหารน้อย วัดกัลยาณมิตร

ที่มาของคำว่า “ฝรั่ง” ในสังคมไทย ต้องสืบย้อนกลับไปถึงยุโรปในยุคกลางช่วงปลายศตวรรษที่ 5 คำนี้เกี่ยวพันโดยตรงกับบรรพชนของชาวยุโรปกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “ชาวแฟรงก์” (Franks) กลุ่มชาติพันธุ์เยอรมัน (Germanic peoples) ผู้พูดภาษาตระกูลเยอรมันโบราณ สำหรับชาวแฟรงก์ใช้สำเนียงแบบตะวันตก (Western Germanic Languages) ซึ่งจะกลายเป็นรากฐานของภาษาอังกฤษ เยอรมัน และดัตช์ ในเวลาต่อมา

ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6-8 อาณาจักรของชาวแฟรงก์แผ่ขยายจนครอบคลุมไปทั่วพื้นที่ต่าง ๆ ในทวีปยุโรป โดยเฉพาะในสมัยของชาเลอมาญ (Charlemagne) มีพื้นที่ตั้งแต่ประเทศฝรั่งเศส อิตาลีทางตอนเหนือ เยอรมนี และยุโรปตอนกลางในปัจจุบัน ชนชาติอื่นทั้งในยุโรปส่วนที่เหลือและดินแดนใกล้เคียงจึงเรียกผู้คนในดินแดนแถบนี้ว่า ชาวแฟรงก์ นั่นเอง

ถึงศตวรรษที่ 11-13 เกิดสงครามศาสนาหรือสงครามครูเสด (Crusade War) ระหว่างชาวคริสต์หลากหลายเชื้อชาติจากยุโรปและชาวมุสลิมในตะวันออกกลาง มีจุดประสงค์เพื่อแย่งชิงนครศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเลม (Jerusalem) ในสงครามที่กินเวลากว่า 200 ปีนี้ ชาวมุสลิมเรียกขานชาวยุโรปผิวขาวที่ทำสงครามกับพวกเขาว่า “ฟรานจ์” หรือ “ฟรันจิ” (Franj) ในภาษาอาหรับ ซึ่งมาจากคำว่า แฟรงก์ แม้ว่าชนชาติที่รบกับพวกเขาในเวลานั้นจะประกอบด้วยหลายชาติพันธุ์ทั้ง ฝรั่งเศส นอร์มัน เยอรมัน อังกฤษ หรืออิตาเลียน ก็ตาม

ความเข้าใจเกี่ยวกับชาวแฟรงก์ของชาวมุสลิมนั้นเกิดจากชาวอาหรับเคยติดต่อกับดินแดนยุโรปฝั่งตะวันตกในช่วงที่ชาวแฟรงก์เรืองอำนาจ ทำให้พวกเขาจดจำชาวยุโรปที่อยู่ไปไกลจากฝั่งตะวันออกว่า ชาวแฟรงก์ หรือ ฟรานจ์ ซึ่งเป็นคนละกลุ่มชาวยุโรปฝั่งตะวันออกอันเป็นที่ตั้งของจักรวรรดิไบเซนไทน์ (Byzantine Empire) หรือโรมันตะวันออก ซึ่งชาวอาหรับถือว่าเป็นชาวโรมันหรือชาวกรีก

ฟรานจ์ หรือ ฟรันจิ จึงกลายเป็นคำเรียกหลักที่ชาวมุสลิมอาหรับเรียกชาวยุโรปตะวันตกและเหล่านักรบครูเสด คำนี้แพร่หลายไปยังชนชาติอื่น ๆ ทางตะวันออกที่มีการติดต่อกับชาวอาหรับ ก่อนเกิดการพัฒนาการทางภาษาและการออกเสียงที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ฟารัง (Farang) หรือฟรังในภาษาเปอร์เซีย, ฟิรานจี (Firangji) ในภาษาฮินดู, บาลัง (Barang) ในภาษาเขมร และ “ฝรั่ง” ในภาษาไทยนั่นเอง

สำหรับ ฝรั่ง ในภาษาไทย สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจาก ฟารัง หรือ ฟรัง ในภาษาเปอร์เซีย จากการติดต่อของพ่อค้า-นักเดินทางในสมัยโบราณ ซึ่งทั้งชาวมุสลิมอาหรับและเปอร์เซียล้วนมีบทบาททางการค้ากับดินแดนและรัฐโบราณต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่สมัยอยุธยาและอาณาจักรโบราณยุคก่อนหน้านั้น เนื่องจากการค้าทางทะเลแถบนี้เฟื่องฟูก่อนการมาถึงของชาวยุโรปหลายศตวรรษ

พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ฉบับ พ.ศ. 2554 ให้คำจำกัดความของ “ฝรั่ง” ว่าหมายถึง “ชนชาติผิวขาว” อย่างไรก็ตาม มีการใช้คำว่า “ฝรั่งดำ” เพื่อเรียกชาวยุโรปหรืออเมริกันเชื้อสายแอฟริกันด้วย โดยเกิดขึ้นช่วงสงครามเวียดนาม เมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกาที่ประจำการอยู่ในประเทศไทยมีคนอเมริกันผิวดำรวมอยู่ด้วย

คนไทยยังนำ ฝรั่ง ไปประกอบคำเรียกสิ่งต่าง ๆ ที่มีที่มาจากคนผิวขาวด้วย เช่น มันฝรั่ง (Potato) ผักชีฝรั่ง (Stink Weed) หมากฝรั่ง (Chewing gum) หรือแม้แต่ ฝรั่ง (Guava) ที่เป็นผลไม้ ก็ถูกเรียกตามผู้นำเข้าที่เป็นพ่อค้าชาวโปรตุเกสเมื่อประมาณ 400 ปีที่แล้วในสมัยอยุธยา ส่วน ฝรั่งขี้นก เป็นคำแสลงจากภาษาลาวสำหรับใช้ในเชิงดูหมิ่นคนผิวขาว โดยเชื่อมโยงกับ ขี้นก ที่เป็นมูลสีขาวของนก

อ้างอิง :

Into Asia: THAI LANGUAGE ‘What exactly does ‘farang’ mean in Thai?’

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 กันยายน 2565

 

Source: https://www.silpa-mag.com

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *