กำเนิดและพัฒนาการของ “แว่นตา” นัยของจุดเริ่มต้นท้าทายศาสนจักร

ต้นเค้ากำเนิด “แว่นตา” สันนิษฐานว่าเริ่มมาจากการค้นพบผลึกหินที่มีคุณสมบัติเป็นเลนส์ขยาย เมื่อราว 1,200 ปีก่อนคริสตกาล บนเกาะครีต อริสโตปานิส นักแต่งละครชาวกรีกก็เคยกล่าวถึงเลนส์ที่ทำจากผลึกหินนี้ในละครชวนหัวเรื่อง The Clouds

ในสมัยจักรพรรดินีโรแห่งจักรวรรดิโรมัน ก็ทรงใช้อุปกรณ์ที่ทำจากมรกต ส่องดูการแข่งขันต่อสู้ที่สนามโคลอสเซียม ซึ่งนับเป็นหลักฐานการใช้อุปกรณ์ช่วยมองเห็นยุคแรก ๆ ต่อมา มนุษย์จึงเริ่มนำแก้วที่มีลักษณะเป็นเลนส์มาใช้

ขณะที่ ซีนากา นักแสดงละครโศกนาฏกรรมสมัยโรมัน ราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 บันทึกไว้ว่าเขาเคยอ่าน “หนังสือหมดกรุงโรม” ผ่านลูกแก้วซึ่งมีลักษณะคล้ายลูกโลก ภายในบรรจุน้ำเต็มเพื่อขยายตัวอักษรให้ใหญ่มากยิ่งขึ้น

ถึงยุคกลาง เชื่อว่าแว่นตาได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้คิดค้นขึ้นเป็นคนแรก หลักฐานในช่วงเวลานั้นที่กล่าวถึงแว่นตา เช่น นิโคลัส บุลเลต นักบวชชาวฝรั่งเศส สวมใส่แว่นในการลงนามสัญญาฉบับหนึ่ง ใน ค.ศ. 1282, กวีชาวเยอรมันเคยกล่าวถึงความอัศจรรย์ของแว่นตา ในงานเขียนระหว่าง ค.ศ. 1260-1284, มาร์โคโปโล ที่เดินทางมายังเอเชียได้บันทึกใน ค.ศ. 1295 ว่าได้พบ “งูใส่แว่นตาในอินเดีย” ซึ่งหมายถึงส่วนหลังของงูเห่ามีลวดลายคล้ายแว่นตา

แต่การประดิษฐ์แว่นตาสันนิษฐานว่าน่าจะกระทำกันอย่างแพร่หลายในดินแดนอิตาลี โดยปรากฏหลักฐานที่เขียนขึ้นใน ค.ศ. 1301 ระบุว่า ศิลปะและการประดิษฐ์แว่นตาและแว่นขยายเป็นของ “สมาคมวิชาชีพแก้วเจียระไน” แห่งเวนิส นอกจากนี้ กิออร์คาโน ดาริวอลโต นักบวชคนหนึ่งได้กล่าวสรรเสริญแว่นตาที่โบสถ์ในเมืองฟลอเรนซ์เมื่อ ค.ศ. 1306 ว่า

“นับเวลาได้ 20 ปีแล้ว ที่ได้มีผู้ค้นคิดประดิษฐ์แว่นตาขึ้นมา ซึ่งช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น…ข้าพเจ้าสามารถมองเห็นในสิ่งที่แต่ก่อนเคยได้ยินแต่เสียงเท่านั้น…”

ภาพนักบวชที่มีชื่อว่า Tommaso da modena ขณะสวมแว่นตา เป็นภาพที่เก่าแก่ที่สุดที่ปรากฏคนสวมใส่แว่นตา (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2531)

หากสังเกตแล้วจะพบว่า ผู้ที่ใช้แว่นตาในยุคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นนักบวช อันเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญในการผูกขาดความรู้ต่าง ๆ ทุกระดับ ทุกแขนง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านอักษรศาสตร์และเทววิทยา แว่นตาจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญของคนกลุ่มนี้ จึงไม่แปลกที่ผู้สวมใส่แว่นตาจะถูกมองว่าเป็นผู้คงแก่เรียน

แต่อีกด้านหนึ่ง แว่นตาก็ถูกมองว่าเป็นการปฏิวัติคริสต์ศาสนา เป็นจุดเริ่มต้นของการกบฏและท้าทายต่อพระเป็นเจ้าและศาสนจักรก็ว่าได้ เพราะในสมัยนี้ที่ศาสนจักรกำลังเรืองอำนาจ ความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าการยุ่งเกี่ยวหรือเสริมเติมแต่งนอกเหนือจากสิ่งที่เป็นธรรมชาติโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับร่างกายมนุษย์ที่ถือว่าเป็นผลงานของพระเจ้านั้น เป็นบาปและความผิดอย่างมหันต์

เลนส์แว่นในยุคแรกทำจากหินควอทซ์ มีลักษณะโค้งนูน จึงเหมาะสำหรับคนสายตายาว ดังนั้น แว่นตาในยุคแรกจึงถูกมองว่าเป็น “แว่นคนแก่” เพราะใช้กับคนสูงอายุที่มีปัญหาสายตายาว

ส่วนกรอบแว่นตาก็ประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ กระดูกสัตว์ กระดองเต่า โลหะ ฯลฯ ส่วนรูปร่างนั้นจะเป็นแว่นขยายกลม ๆ 2 อัน มีแผ่นโลหะคล้ายรูปตัว V ติดเชื่อมกัน และมีหมุดยึดเพื่อให้ตั้งอยู่บนดั้งจมูก

กระทั่ง ราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 โยฮันเนส เคปเลอร์ นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมันตีพิมพ์คำอธิบายคุณสมบัติที่แตกต่างของเลนส์นูนและเลนส์เว้า จึงเริ่มมีการประดิษฐ์แว่นตาสำหรับคนสายตาสั้น

จากนั้นแว่นตาได้รับการพัฒนาและปรับปรุงแว่นตาเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน นำมาสู่แว่นตาหลากรูปแบบ โดยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 ช่างแว่นตาชาวสเปนคิดนำริบบิ้นผูกกับกรอบแว่นตาไว้กับใบหู ต่อมาใน ค.ศ. 1599 เอลกรีโอ นักบวชชาวสเปนก็คิดค้นขาแว่นตาชนิดคล้องหูได้สำเร็จ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องความเทอะทะ น้ำหนักมาก กดทั้งดั้งจมูกและใบหู ก่อนที่ใน ค.ศ. 1730 เอ็ดวาร์ด สการ์เลตด์ จักษุแพทย์ชาวอังกฤษจะพัฒนาปรับปรุงประดิษฐ์แว่นตาที่มีขาซึ่งสามารถปรับความกว้างให้เหมาะสมกับผู้สวมใส่ได้เป็นผลสำเร็จ ไม่กดทั้งดั้งจมูกและใบหู

ค.ศ. 1752 เจมส์ เอสคอฟ ช่างแว่นตาชาวอังกฤษก็คิดดัดแปลงให้ขาแว่นพับได้เพื่อเก็บสะดวกยิ่งขึ้น อันเป็นรูปแบบที่ใช้มาจนปัจจุบัน และ ค.ศ. 1756 เบนจามิน มาร์ติน ช่างทำแว่นตาชาวอังกฤษ ผลิตแว่นตาที่มีวงแหวนสีชาซ้อนในเลนส์แว่นอีกชั้นหนึ่ง วัตถุประสงค์เพื่อลดแสงที่เป็นอันตรายต่อดวงตา นับแว่นตาป้องกันแสงแดดในยุคแรก ๆ

นอกจากนี้ เบนจามิน แฟรงกลิน ยังได้ค้นคิดเลนส์สองชั้นได้ในช่วง ทศวรรษ 1780 และเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายสำหรับคนสูงอายุที่มีปัญหาทั้งสายตาสั้นและสายตายาวให้สามารถใช้แว่นตาอันเดียวกันได้โดยสะดวกโดยไม่ต้องเปลี่ยนแว่นไปมาอีกต่อไป

ภาพวาด “New Inventions of Modern Times [Nova Reperta], The Invention of Eyeglasses” โดย Jan Collaert I สะท้อนให้เห็นว่าแว่นตาเป็นสิ่งประดิษฐ์สิ่งใหม่ในยุคนั้น ภาพวาดเมื่อประมาณ ค.ศ. 1600

แม้แว่นตาที่มีขาหนีบดั้งจมูกจะใช้ในยุโรปตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 แต่กลับได้รับความนิยมในศตวรรษที่ 19 ทั้งที่มีการพัฒนารูปแบบ และรูปทรงหลากหลาย ซึ่งมักเป็นแบบมีห่วงร้อยเชือกหรือสายคาดศีรษะ นี่แสดงให้เห็นว่า ผู้คนเชื่อว่าแว่นตาเป็นสิ่งที่ช่วยบ่งบอกฐานะและช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพให้ดูเป็นคนสำคัญ

ทั้งนี้ก็เพราะ แว่นตาถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย นิยมกันในหมู่ชนชั้นสูงผู้มีอันจะกิน หากยิ่งเป็นแว่นตาที่ผลิตจากวัสดุที่มีค่าด้วยแล้ว ก็จะทำให้แว่นตานั้นมีมูลค่าเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกที่คนในศตวรรษหลังถึงคิดหวนกลับไปนิยมแว่นตาที่มีรูปแบบอย่างเก่า

นับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา แว่นตาได้พัฒนาและเปลี่ยนรูปทรงให้เหมาะสมกับรสนิยมของแต่ละยุคแต่ละสมัย ในกึ่งกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 18 พวกผู้ดีชนชั้นสูงชาวฝรั่งเศสนิยมแว่นตาชนิดมีด้ามจับ ซึ่งมักนิยมติดกระจกเงาขนาดเล็ก ๆ ไว้ภายในที่ทำมุมเป็นองศาพอเหมาะที่จะสะท้อนให้ผู้ใช้ที่สอดรู้สอดเห็น สามารถแอบมองเหตุการณ์ด้านหลังของตนเองได้โดยไม่ต้องเสียมารยาทหันไปจ้องมอง

นอกจากนี้ชาวอังกฤษยังประดิษฐ์แว่นตาที่เรียกว่า แว่นวงแหวน ใน ค.ศ. 1800 และได้รับความนิยมจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีเลนส์กระจกเพียงข้างเดียวและใช้เหน็บที่เบ้าตาแทนการใส่ ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็มีการผลิตแว่นตาชนิดพิเศษที่เรียกว่า “เลนส์สัมผัส” หรือคอนแทคเลนส์ที่รู้จักกันอย่างดี

ขณะที่แว่นกันแดดยุคใหม่อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบันนั้นได้รับการพัฒนาโดย บริษัท Bausch & Lomb โดยแบรนด์ “Ray-Ban” ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เดิมมีจุดประสงค์ผลิตแว่นตาป้องกันแสงจากดวงอาทิตย์สำหรับนักบิน มีชื่อรุ่นว่า Aviator โดยมีเลนส์แว่นมีขนาดใหญ่โค้งมนเพื่อกันแสงทุกมุม ภายหลังสื่อมวลชนจับภาพนายพล ดักลาส แมกอาร์เทอร์ สวมแว่นนี้ขณะตั้งฐานทัพในฟิลิปปินส์ส่งผลให้แว่นกันแดดได้รับความนิยมอย่างสูง

ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านจักษุก้าวล้ำมาก โดยเฉพาะการเข้ามาของการทำเลสิก (Lasik) ซึ่งสามารถแก้ไขค่าสายตาผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น ยาว เอียง นั่นทำให้แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม การสวมใส่แว่นตาอาจไม่ได้แค่ช่วยเรื่องปัญหาสายตา สำหรับบางคน แว่นตาช่วยสร้างบุคลิกภาพ สร้างความมั่นใจ สำหรับบางคน แว่นตามีมูลค่านำไปซื้อขายเพื่อเก็งกำไร สำหรับบางคน แว่นตามีคุณค่าต่อจิตใจ

แว่นตา จึงไม่เพียงแค่แว่นตาอีกต่อไป

อ้างอิง :

อนันต์ชัน เลาหะพันธุ. (ตุลาคม, 2531). พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของแว่นตา. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 9 : ฉบับที่ 12.

แว่นตา-แว่นกันแดด. (สิงหาคม, 2557). สารคดี. ปีที่ 30 : ฉบับที่ 354.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 มกราคม 2565

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *