การท่องเที่ยวดูหิ่งห้อยเริ่มเมื่อใด แล้ว “หิ่งห้อย” มาเกี่ยวกับ “ต้นลําพู” ได้อย่างไร

คลองอัมพวา (ภาพโดย สาวิตรี ถิตตยานุรักษ์ จากหนังสือชื่อบ้านนามเมือง ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม)

เดิมลำพูมีสถานะใกล้เคียงไม้พื้นถิ่นอื่นๆ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นต้นกุ่ม ต้นแจง ต้นโคล่ ต้นกรวย ผู้คนจะเรียกชื่อไม้เหล่านี้ตามชื่อของท้องถิ่น คือ บางลำพู บึงกุ่ม ดอนแจง บางโคล่ บางกรวย

ชื่อที่แนะนำมา ลำพู ดูจะเป็นไม้ที่มีการกล่าวถึงมากกว่าชื่ออื่น เพราะเมื่อ 10 ปีเศษมานี้ คนนิยมไปดูหิงห้อยที่เกาะอยู่ตามต้นลำพูในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม ทําให้ไม้ท้องถิ่นได้รับการกล่าวถึง กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีราคาขึ้นมาทันที ซึ่งก่อนหน้านี้ อย่างดีลําพูก็แค่กันไม่ให้ตลิ่งพัง

ลําพูเป็นไม้ที่ขึ้นตามพื้นที่ชายเลน น้ำขึ้นน้ำลง หากมีความเค็มนิดๆ ในหน้าแล้ง ลําพูพอทนได้ แต่เค็มจัดๆ อย่างบริเวณปากอ่าวติดทะเลลําพูทนไม่ได้ พบลําพูในหลายจังหวัด ภาคกลางพบที่กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ ภาคใต้ก็มีที่ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง สตูล ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช

ต่างประเทศพบลําพูที่ศรีลังกา อินเดีย มาเลเซีย ไกลออกไปหน่อยพบทางตอนเหนือของออสเตรเลีย หมู่เกาะโซโลมอน หมู่เกาะนิวเฮบริดีส

รอบๆ โคนต้นลําพูจะสังเกตเห็นรากงอกขึ้นเหนือพื้นดิน เป็นธรรมชาติของเขาที่ต้องโผล่ขึ้นมารับอากาศบางส่วน เพราะรากส่วนใหญ่จะแช่น้ำอยู่

ต้นลําพูสูงสุดอยู่ที่ 25 เมตร ขนาดของต้นที่ใหญ่ๆ มีไม่มากนัก แต่พบอยู่ต้นหนึ่ง ชาวบ้านเขาอนุรักษ์ไว้ที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง อําเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

ทรงพุ่มของลําพู มีกิ่งก้านห้อยย้อยลง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ขนานอย่างน้อย 5 คู่ ใบมีความกว้าง 0.4 – 0.6 เซนติเมตร ยาว 0.5 – 11 เซนติเมตร รูปร่างมนไข่ ปลายแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ เนื้อหนาสีเขียวเป็นมัน ท้องใบสีอ่อน

ตาดอกเป็นรูปไข่กว้าง ปลายกลมหรือมน ดอกมีขนาดกว้าง 1.2 – 1.7 เซนติเมตร ยาว 2 – 2.7 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงของดอกรูปไข่กลับหรือกลม ปลายแหลม แฉกกลีบเลี้ยง 5 -7 แฉก หลอดกลีบเลี้ยงรูปถ้วย ผิวเรียบ มีสัน

ส่วนต่างๆ ของดอก มักยาวเลยหลอด โคนกลีบเลี้ยงด้านในสีแดงอมชมพู กลีบดอกรูปแถบแกมรูปใบหอก สีแดง จํานวนเท่ากับกลีบเลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียสีแดง ชูอับเรณูยาว 2.8 – 4 เซนติเมตร ส่วนล่างมีสีแดง ส่วนบนมีสีขาว รังไข่ 16 – 21 ช่อง ก้านดอกเป็นสี่เหลี่ยม

ผลแป้น สีเขียวสด มีเนื้อ ข้างในผลมีเมล็ดหลายเมล็ดผลยาว 2.3 – 3.5 เซนติเมตร กว้าง 4 – 6 เซนติเมตร อยู่บนฐานรองดอกรูปถ้วยแบน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4.5 – 6.3 เซนติเมตร มีแฉกกลีบเลี้ยงแผ่รองรับอยู่โดยรอบตรงนี้ถือว่าเป็นจุดเด่น

ในต่างประเทศ มาเลเซียมีการใช้ประโยชน์จากลําพูพอสมควร โดยใช้ผลอ่อนที่มีรสเปรี้ยวกวนไว้รับประทานกับแกงกะหรี่ หรือใช้ปรุงแกงเผ็ด ที่นิยมกันมากคือนํามาทําน้ำส้ม ผลสุกมีรสชาติคล้ายเนยแข็ง อาจนํามารับประทานดิบหรือนํามาปรุงอาหารก็ได้

ลําพูมีสรรพคุณทางยา โดยใช้น้ำที่ได้จากการหมักดองผลมาดื่มเพื่อยับยั้งอาการเลือดไหลไม่หยุด และน้ำคั้นจากผลกึ่งสุกช่วยบรรเทาอาการไอ น้ำที่สกัดจากส่วนดอกเป็นส่วนผสมในยาขับเลือดในระบบปัสสาวะ รากที่โผล่ขึ้นมาเป็นรากหายใจ ใช้แทนจุกก๊อก ดังนั้นลําพูจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า cork tree

ในประเทศอินเดียมีการนํารากหายใจผลิตเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ เนื้อไม้ใช้ทําฟืน

เรื่องของการใช้ประโยชน์จากลําพู ทุกวันนี้อาจจะพบเห็นไม่มาก เนื่องจากบ้านเมืองพัฒนาขึ้น มีการใช้ยาทันสมัยแทนสมุนไพร แม้แต่การป้องกันไม่ให้ตลิ่งพัง เมื่อก่อนต้นลําพูทําหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ แต่ความเป็นจริงแล้ว ต้นลําพูหรือจะสู้เขื่อนคอนกรีต เพราะนอกจากคงทนถาวรแล้ว เจ้าของที่ดินยังสามารถสร้างเขื่อนให้ยื่นออกไกลได้ตามที่ต้องการ

ลําพู ถูกนํามาเรียกเป็นชื่อของท้องถิ่น คือบางลําพู มีผู้คนจํานวนไม่น้อย ไม่รู้ที่มาของคําว่า บางลําพู

กว่า 100 ปีมาแล้ว บริเวณบางลําพูปัจจุบัน (พ.ศ. 2555 – กองบก. ออนไลน์) มีต้นลําพูขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น จึงมีการเรียกบริเวณนั้นว่า “บางลําพู” ครั้นเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินริมแม่น้ำ ริมคลอง จึงต้องตัดต้นลําพูทิ้ง ต้นที่เหลืออยู่บางส่วน เมื่อสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมก็ล้มตายลง ทําให้เหลือประชากรของลําพูไม่มากนัก ระยะหลังๆ มีการสืบค้นที่มาของชื่อท้องถิ่น ทําให้ได้พบกับต้นลําพูอายุ 100 ปีเศษขึ้นอยู่ ปัจจุบันมีการรักษาอย่างดี ณ สวนสันติชัยปราการ ระยะหลังๆ ทราบว่า มีลําพูต้นเล็กๆ ขึ้นตามมา

โดยทั่วไปแล้ว สถานที่ราชการ ห้างร้านต่างๆ ที่ตั้งอยู่ย่านบางลําพูเขียนป้ายว่า “บางลําพู” แต่มีห้างร้านบางแห่งเขียนว่า “บางลําภู” ผู้รู้ได้ติติงไปว่า ควรใช้ “พ” แทน “ภ” ซึ่งส่วนใหญ่เข้าใจดี แต่การเปลี่ยนแปลงทําได้ยากลําบาก เนื่องจากต้องเปลี่ยนทั้งระบบ หน่วยงานบางแห่งได้คีย์เข้าระบบคอมพิวเตอร์ไปแล้ว ผู้เกี่ยวข้องบอกว่า ถูกต้องที่สุดให้เขียน “บางลําพู”

หิ่งห้อยมาเกี่ยวข้องกับต้นลําพู ได้อย่างไร

หิ่งห้อย จัดอยู่ในกลุ่มอาร์โทรโพดา (Phylum Arthropoda) ชั้นอินเซลต้า (Class Insecta) ครอบครัวแลมพายริดิ้ (Family Lampyridae) หมายถึงแมลงตะเกียง

หิ่งห้อยอยู่ในกลุ่มแมลงปีกแข็ง รูปร่างทรงกระบอก ความยาวประมาณ 5 – 20 มิลลิเมตร ลําตัวแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ หัว อก และท้อง หิ่งห้อยมีปีก 2 คู่ โดยปีกบนมีลักษณะอ่อนแต่หนา มีขนปกคลุม ต่างจากด้วงปีกแข็งอื่นๆ ส่วนปีกล่าง บางและพับเก็บไว้ใต้ปีกบน สำหรับใช้ในการบิน ลักษณะพิเศษของหิ่งห้อยคืออวัยวะผลิตแสงอยู่ที่ปล้องสุดท้ายของลำตัว

ปล้องผลิตแสงสามารถจําแนกเพศของหิ่งห้อยได้ โดยอวัยวะผลิตแสงของเพศผู้อยู่บริเวณปล้องท้อง 2 ปล้องสุดท้าย ส่วนอวัยวะผลิตแสงของเพศเมียมีเพียงปล้องเดียว อาจอยู่ที่ปล้องสุดท้ายหรือปล้องรองสุดท้าย

หิ่งห้อยควบคุมการกะพริบแสงโดยการเติมออกซิเจนที่ได้จากการหายใจเข้าไปที่อวัยวะผลิตแสง เมื่อออกซิเจนสัมผัสกับสารลูซิเฟอรินจะก่อให้เกิดการสันดาป โดยมีเอ็นไซม์ลูซิเฟอเรสเป็นตัวกระตุ้น และอาศัยพลังงานบางอย่าง และเกลือแมกนีเซียมต่างๆ ในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเพื่อปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสง การกะพริบของแสงหิ่งห้อยระหว่างตัวผู้และตัวเมีย เป็นการส่งสัญญาณเพื่อผสมพันธุ์กัน หิ่งห้อยชอบกินหอยเป็นอาหาร บริเวณที่ติ่งห้อยอาศัยอยู่ แหล่งน้ำต้องสะอาด

มีการนำเอาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับหิ่งห้อยมาใช้ประโยชน์พอสมควร ชาวจีนและบราซิลสมัยโบราณ นำหิ่งห้อย 8 – 10 ตัวมาใส่ขวดเพื่อใช้ประโยชน์จากแสงสว่าง นักวิทยาศาสตร์นำความรู้เรื่องการเรืองแสงมาประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางการแพทย์

เมื่อ 10 ปีเศษมานี้ บ้านเราได้ประโยชน์จากหิงห้อยมาก ในแง่ของการท่องเที่ยว ที่ลุ่มน้ำแม่กลอง บริเวณจังหวัดสมุทรสงคราม ธรรมชาติยังดีอยู่พอสมควร ริมแม่น้ำมีต้นลำพูขึ้นอยู่ ต้นลำพูเป็นที่อยู่อาศัยของหิ่งห้อย

การดูหิ่งห้อยเริ่มต้นจากจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยว นอกจากที่กิน ที่พักแล้ว คนท้องถิ่นเห็นว่าคนบ้านอื่นเมืองอื่นชอบหิ่งห้อย ก็เลยจัดให้นั่งเรือไปดูเสียเลย

คุณสรณพงษ์ บัวโรย หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สํานักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งอยู่จังหวัดสมุทรสงครามมานานกว่า 20 ปี บอกว่า จุดเริ่มต้นการดูหิ่งห้อย เริ่มครั้งแรกเมื่อปี 2540 สาเหตุที่เริ่มดูกัน เพราะคนกรุงเทพฯ ไม่เคยเห็นหิ่งห้อย มองว่าเป็นของแปลก เมื่อดูแล้วติดใจก็เลยบอกต่อๆ กัน หลังๆ กำหนดการท่องเที่ยวหนึ่งของจังหวัดสมุทรสงครามที่ขาดไม่ได้คือ ทัวร์หิ่งห้อย

ช่วงทัวร์หิ่งห้อยได้รับความนิยม ชาวบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำเริ่มบ่นว่า ถูกรบกวนจากเครื่องยนต์เรือยามค่ำคืน พร้อมกับน้ำมันเรือก็สร้างมลภาวะที่ไม่ดี หลังๆ มีข่าวออกมาว่า ที่เห็นระยิบระยับนั้น…ส่วนหนึ่งไม่ใช่หิ่งห้อย แต่เป็นแสงไฟที่เจ้าของกิจการทัวร์ทำหลอกนักท่องเที่ยว เคยมีคนให้นำเรือเข้าไปใกล้ๆ แต่เจ้าของเรือบอกว่า ไม่ควรเข้าไปรบกวน…ข่าวนี้ ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร

จริงๆ แล้ว หิ่งห้อยก็เกาะต้นไม้ชนิดอื่น เป็นต้นว่า ต้นลำแพน โพทะเล แสม สาคู

“สาเหตุที่หิงห้อยเกาะอยู่ที่ใบลำพูมาก เพราะว่าต้นลำพูมีขึ้นอยู่ค่อนข้างมากตามริมน้ำ พุ่มใบของลำพูแน่น ทึบ ใบเป็นมัน สะอาด ไม่ค่อยมีฝุ่นจับ ทำให้หิ่งห้อยชอบไปเกาะ ใบไม้ชนิดอื่นหากสะอาดหิงห้อยคงไปเกาะเช่นกัน…ที่มีข่าวว่า มีคนนำไฟไปติดหลอกนักท่องเที่ยวคงไม่จริงมั้ง…ไม่มีใครเขาทำแน่” คุณสรณพงษ์บอก

หิ่งห้อยเป็นแมลงที่รักความสะอาด บริเวณใดที่หิ่งห้อยมีมากแสดงว่าบริเวณนั้นปลอดจากสารเคมี แหล่งน้ำก็สะอาด เอื้ออำนวยต่อการขยายพันธุ์

คุณสรณพงษ์ บอกว่า ที่จังหวัดสมุทรสงครามมีบ่อกุ้งร้างแต่มีต้นลำพูขึ้นอยู่รอบๆ จำนวนมาก ผู้เกี่ยวข้องได้ไปสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะต่อการอาศัยของหิ่งห้อย จึงมีหิ่งห้อยให้ชมทั้งปี ส่วนหนึ่งเป็นหิ่งห้อยนอกฤดู มีไม่มากนักแต่ให้มีมากๆ ต้องช่วงฤดูฝน

 


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 ธันวาคม 2562

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *