จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “สถานอุดมศึกษาของชาวสยาม” ในสมัยแรกสถาปนา

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยที่มีการศึกษาตามแบบตะวันตกเป็นครั้งแรกในเมืองไทย

การสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนับเป็นการก่อกำเนิดมหาวิทยาลัยที่มีการศึกษาตามแบบตะวันตกเป็นครั้งแรกในเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. 2459

แต่ก่อนหน้านั้นได้มีข้าราชการผู้ใฝ่ใจในการศึกษาได้เสนอแผนการยกสถานะจากโรงเรียนข้าราชการพลเรือนขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ. 2456 โดยพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์เสนอให้จัดการเรียนการสอนระดับการอุดมศึกษา ด้วยการตั้งมหาวิทยาลัย ให้มีการสอน 8 แผนกสำคัญ คือ วิชาแพทย์ วิชาอาจารย์ วิชาเนติบัณฑิตย์ (กฎหมาย) วิชาราชบัณฑิตย์ (วิชาหนังสืออย่างสูงและการเรียนการศึกษา) วิชานวโกศล (การอินจิเนียร์) วิชาพาณิชยการ (การค้าขาย) วิชากสิการ (การเพาะปลูก) และความรู้บ้านเมือง (การทูตและโปลิติกและการปกครอง) พร้อมทั้งให้แบ่งนักเรียนเป็น 2 ประเภท คือ นักเรียนในสำนักและนักเรียนนอกสำนัก ซึ่งนักเรียนในสำนักจะอยู่ในสำนักต่างๆ ที่มีอยู่โดยมีอาจารย์ผู้ปกครองประจำสำนัก ส่วนนักเรียนนอกสำนักเป็นนักเรียนเช้ามาเย็นกลับ

ขุนนางอีกท่านหนึ่งที่เสนอแนวคิดให้สร้างมหาวิทยาลัย คือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ได้แถลงแนวคิดของตนเมื่อ พ.ศ. 2457 ในบทความเรื่องของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลงพิมพ์ในหนังสือล้อมรั้ว ดังมีความตอนหนึ่งว่า

“มหาวิทยาลัยเป็นอาภรณ์สำหรับมหานครที่รุ่งเรืองแล้ว มหานครใดมีมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อเสียงสมจะอวดได้ ก็ย่อมเป็นเครื่องเชิดชูเกียรติคุณของมหานครนั้น แม้ประเทศซึ่งเป็นที่ตั้งของมหานครอันประกอบด้วยเกียรติคุณเช่นนั้น ก็ย่อมได้ชื่อเสียงปรากฏความรุ่งเรืองแผ่ไพศาลไปในทิศทั้งปวงด้วย กรุงเทพมหานครของเรานี้ ได้ก้าวขึ้นสู่ความรุ่งเรืองแล้ว จึงได้เริ่มมีมหาวิทยาลัยสำหรับจะเป็นอาภรณ์อย่างมหานครอื่นๆ แต่การเพิ่งได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 มกราคม พุทธศักราช 2453 เมื่อประกาศตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในต้นรัชกาลนี้ เป็นเวลาเพียง 4 ปีเท่านั้น ความเป็นไปของโรงเรียนซึ่งเป็นรากเหง้าเค้าเงื่อนของมหาวิทยาลัยในข้างหน้ายังไม่ทันปรากฏแก่ตามหาชน ข้าพเจ้าผู้ได้ทราบการงานของโรงเรียนข้าราชการพลเรือน จึงขอแถลงการณ์ทั้งอดีตปัตยุบันและอนาคตของมหาวิทยาลัยนี้ เพื่อให้มหาชนเราทราบไว้พอเป็นเค้า จะได้เป็นเครื่องส่งเสริมความปิติยินดีว่าพระมหานคร อันเป็นที่เชิดชูเกียรติคุณของประเทศที่รักแห่งเราก็จะได้มีมหาวิทยาลัยพอจะอวดเขาได้สักวันหนึ่ง เพราะในบัดนี้มหาวิทยาลัยนั้นได้สมภพแล้ว แต่หากยังเยาว์วัยอยู่เท่านั้น”

เมื่อถึง พ.ศ. 2458 เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีได้กราบทูลถึงเรื่องการตั้งมหาวิทยาลัยต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชดำริเห็นชอบก่อตั้งมหาวิทยาลัย ในปีนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาพระฤกษ์ตึกบัญชาการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2458 ในการนี้ได้มีคำกราบทูลของนายกสภากรรมการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนมีคำกราบบังคมทูลอันแสดงใจความสำคัญและเป้าหมายของการขยายการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันสอดคล้องกับการขยายตัวของระบบราชการ และรูปแบบวิธีปฏิบัติในการว่าราชการที่เปลี่ยนไป ดังนี้

“บัดนี้วิธีราชการก็ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ราชการไม่ได้ว่าในท้องพระโรงเหมือนแต่ก่อน ต้องแบ่งออกการงานเปนกระทรวง กำหนดความรับผิดชอบเปนชั้นๆ ละเอียดยิ่งขึ้น เจ้ากระทรวงต่างก็แสวงหานักเรียนซึ่งมีภูมิรู้เข้าฝึกหัดราชการตามกระทรวง มหาดเล็กในชั้นหลังหาได้มีโอกาสเรียนข้อราชการทั่วไปเหมือนดังแต่ก่อนไม่ ทรงพระราชดำริห์โดยพระปฤชาญาณอันสุขุมที่จะทรงแก้ไขการฝึกหัดข้าราชการโดยควรแก่ความต้องการแห่งสมัย”

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางศิลาพระฤกษ์ ตึกบัญชาการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2458

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์แน่ชัดในการตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นในอนาคตเห็นได้จากพระราชดำรัสที่พระราชทานในวันก่อศิลาพระฤกษ์โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 3 มกราคม 2458 ดังนี้

“วันนี้เรายินดีที่ได้รับเชิญให้มาวางศิลาฤกษ์สำหรับมหาวิทยาลัยนี้ เพราะเป็นกิจอันหนึ่งซึ่งเราปรารถนาอยู่นานแล้ว ที่จะยังการให้เป็นผลสำเร็จตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงพระราชปรารถนามานานแล้วในเรื่องที่จะให้มีมหาวิทยาลัยขึ้น สำหรับเป็นสถานอุดมศึกษาของชาวสยาม…ตัวเราเป็นรัชทายาท จึ่งรู้สึกเป็นหน้าที่อันหนึ่งที่จะต้องทำการนั้นให้สำเร็จตามพระราชประสงค์…เรามีความยินดีที่ได้เห็นการดำเนินล่วงมาได้มากแล้ว ในบัดนี้เราได้วางศิลาฤกษ์ด้วยความหวังที่ได้เห็นแลความดีงามในอนาคตกาลแห่งมหาวิทยาลัยนี้”

ในปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2459 พร้อมกับโอนมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปขึ้นกับกระทรวงธรรมการในวันเดียวกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2460 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมมหาวิทยาลัยขึ้นอีกกรมหนึ่งขึ้นตรงต่อกระทรวงธรรมการ มีตำแหน่งหัวหน้าเป็นชั้นอธิบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้นกับกรมนี้ โดยมี พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นชัยนาทนเรนทร ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยเป็นพระองค์แรก และมีพระยาอนุกิจวิทูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคนแรก (ต่อมาตำแหน่งนี้เปลี่ยนไปเรียกเป็นอธิการบดี ตั้งแต่ พ.ศ. 2478 เป็นต้นมา)


อ้างอิง :

“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในสมัยแรกสถาปนา” โดย ดร. นนทพร อยู่มั่งมี. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2560


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 มีนาคม 2563

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *