วัดโพธิ์ เริ่มบทบาทเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศตั้งแต่เมื่อไหร่

พระอุโบสถวัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม) ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 4 (ภาพจาก ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน, 2544)

เราได้ยินกันมาบ่อยจนคุ้นว่า “วัดโพธิ์” หรือ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม” ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ เพราะมีจารึกวิชาความรู้ต่างๆ จำนวนมาก องค์การยูเนสโกก็รับรองขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แล้ววัดโพธิ์เป็นเสมือนมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เก็บรวบรวมวิชาอะไร

สุจิตต์ วงษ์เทศ อธิบายเรื่องนี้ไว้ในหนังสือชื่อ “กรุงเทพฯ มาจากไหน” (สนพ.มติชน, กุมภาพันธ์ 2548) ว่า บทบาทของวัดโพธิ์ในฐานะแหล่งรวบรวมภูมิปัญญาความรู้ของประเทศเริ่มขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระองค์ทรงสร้างบทบาทใหม่ให้แก่วัดโพธิ์ นอกเหนือไปจากการเป็นวัดคู่พระนคร ทรงทำให้วัดโพธิ์มีส่วนสัมพันธ์กับสังคมมากขึ้น เป็นสื่อกลางระหว่างรัฐและราษฎร ยิ่งกว่าเพียงปูชนียวัตถุ และมหาสังฆาวาสแห่งพระภิกษุสงฆ์ของสังคมเท่านั้น แต่ให้เป็นเสมือน “อาศรมทางปัญญา” ปลูกฝังความรู้ด้านต่างๆ ให้แก่สังคมของสยาม ที่กำลังเปิดประตูการค้ากับต่างชาติ จนรายได้ทางการค้าเป็นเศรษฐกิจหลักแก่บ้านเมืองขณะนั้น

สุจิตต์กล่าวว่า “เรารู้จักคนต่างชาติต่างภาษา นอกไปจากจีนและบรรดาประเทศเพื่อนบ้านอื่นซึ่งเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ดังเห็นได้จากคำจารึกเป็นโคลงประกอบรูปหล่ออยู่ตามศาลาราย 16 หลังของวัดโพธิ์ ว่าด้วยชนชาติต่างๆ 32 ภาษาด้วยกัน ใจความสำคัญกล่าวถึงเชื้อชาติ เครื่องแต่งตัว ถิ่นที่อยู่ ลักษณะพิเศษบางอย่างเกี่ยวกับธรรมเนียมประเพณีของมนุษยชาติเหล่านั้น”

รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์อย่างมากมาย ทั้งกุฎีสำนักสงฆ์ รวมศาลา และหอสวดมนต์ พร้อมทั้งทรงสร้างซ่อมแซมพระอุโบสถ พระวิหาร พระระเบียง พระมหาธาตุ พระเจดีย์รายและพระเจดีย์หย่อม ศาลารายรอบกำแพงวัด ฯลฯ ส่วนวิชาการสาขาต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้บันทึกไว้ที่วัดโพธิ์นั้น จำแนกเป็นวิชาการ 6 แขนงด้วยกันคือ

พุทธศาสตร์ โปรดเกล้าฯ ให้ช่างเขียนที่มีฝีมือจารึกเรื่องราวทางพุทธศาสนา ทั้งคำสอนและชาดกพุทธประวัติ ไว้ตามผนัง พระอุโบสถ และที่อื่นภายในวัด เช่น ผนังระหว่างหน้าต่างในพระอุโบสถ เขียนเรื่องในอรรถกถา อังคุตรนิกาย ผนังเหนือหน้าต่างขึ้นไป เขียนเรื่องมโหสถ ผนังของพระวิหารทิศทั้งสี่ เขียนภาพอศุภ 10 ญาณ 10 ฎีกาพาหุง เรื่องพระพุทธบาท เรื่องธุดงค์ ผนังที่ศาลาทิศพระมณฑป เขียนภาพรามาวตาร ต้นเรื่องรามเกียรติ์ และภาพอื่น ฯลฯ

อักษรศาสตร์ โปรดเกล้าฯ ให้จารึกตำรับตำราวรรณคดี กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ พร้อมทั้งแสดงแบบฉันทลักษณ์ไว้ตามเสาพระระเบียงรอบพระอุโบสถ เช่น จารึกเพลงยาวกลบท 50 ฉันท์ วรรณพฤติ 50 รวม 100 เป็นต้น หรือที่เสาเฉลียงด้านนอกพระอุโบสถ ประดับศิลาลายสลักภาพเรื่องรามเกียรติ์ มีโคลงจารึกบอกเรื่องติดไว้ข้างล่าง แบบฉันท์มาตราพฤติและโคลงกลบท 40 บท ที่ระเบียงพระอุโบสถ

แพทยศาสตร์ โปรดเกล้าฯ ให้ประชุมนายแพทย์แผนโบราณทั่วพระราชอาณาจักร ให้จารึกตำรายาที่ใช้ได้ผลดีมาแล้ว มีทั้งตำราแก้โรค ตำราหมอนวด จับเส้น มีภาพและรูปหล่อประกอบรูปฤาษีดัดตนแก้โรคต่างๆ มีถึง 82 รูป อธิบายถึงพันธุ์ไม้สมุนไพรสรรพคุณต่างๆ สำหรับใช้เป็นยา พร้อมทั้งให้ปลูกต้นสมุนไพรทั่วบริเวณอีกด้วย

สถาปัตยกรรมศาสตร์ โปรดเกล้าฯ สนับสนุนช่างฝีมือที่มีความสามารถตามแบบแผนต่างๆ เห็นได้ว่าเจดีย์วัตถุสถานและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในวัดโพธิ์มีมากแบบ และแสดงถึงคุณภาพของศิลปินสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ทั้งสิ้น

วิจิตรศิลป์ วัดโพธิ์ได้ชื่อว่าเป็นที่ประชุมนายช่างทางด้านนี้ ไม่ว่าจะในด้านการแกะสลักลวดลายอย่างวิจิตรบรรจง ลายเขียนแบบต่างๆ การเขียนลายรดน้ำ ปิดทองลายฉลุ ปิดทองประดับกระจก ลงรักปิดทองประดับกระจก ประติมากรรมตุ๊กตารูปคน รูปสัตว์ รูปหล่อดีบุก การจัดสวนไม้ประดับ

ความรู้รอบตัว โปรดให้จารึกเรื่องเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น ประเพณีสงกรานต์ ขบวนแห่กฐินพยุหยาตราสถลมารค เช่น ที่ศาลาบริเวณพระมหาเจดีย์ติดศิลาจารึกฉันท์ กฤษณาสอนน้อง ปริศนาพานรแปด กลอนพาลีสอนน้อง คำทายโพธิบาท สุภาษิตพระร่วง รูปหล่อคนต่างชาติ พร้อมจารึกโคลงดั้นบาทกุญชรบอกลักษณะเพศชาติ และทำเนียบสมณศักดิ์ ฯลฯ

บทบาทของวัดโพธิ์ในฐานะแหล่งความรู้อันจำเป็นของคนสมัยนั้น ได้ให้ความรู้ทั้งทางโลก ทางธรรม วัฒนธรรม ประเพณีศิลปวิทยาการต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะถูกสั่งสอนอบรมกันเฉพาะครอบครัวและตระกูลวงศ์ที่มีความถนัดเฉพาะ นับว่าเป็นการวางรากฐานและเผยแพร่ความรู้แก่ราษฎรทั่วไป

 


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 มิถุนายน 2564

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *