นานาทัศนะตำนานรัก “มะเมียะ” กับ “เจ้าน้อยศุขเกษม” สังคมไทยคิดเห็นอย่างไร?

ตำนานความรักคลาสิกในสังคมไทยเรื่องหนึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่อง “มะเมียะ” ที่ผู้เขียนอย่างคุณปราณี ศิริธร ณ พัทลุง เผยแพร่ลงในหนังสือ “เพ็ชรล้านนา” และ “ชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่” กระทั่งดังเป็นพลุแตกเมื่อจรัล มโนเพ็ชร นำมาแต่งเป็นเพลงจนตำนานรักเรื่องนี้เป็นที่จดจำของผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้

คุณธเนศวร์ เจริญเมือง ได้สรุป “ทัศนะอันหลากหลาย ว่าด้วยความรักของหมะเมียะ-เจ้าศุขเกษม” ในสังคมไทย โดยแบ่งออกเป็นเจ็ดประการ สรุปได้ดังนี้

หนึ่ง ทัศนะว่าด้วยมรสุมการเมือง ผิดประเพณี รักนิรันดร พม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ การมีภรรยาเป็นคนสัญชาติอังกฤษย่อมเป็นปัญหาทางการเมือง อังกฤษอาจเข้าแทรกแซได้ เพราะอังกฤษเล็งที่จะขยายอิทธิพลเข้าไปในล้านนาอยู่แล้ว และรัฐบาลสยามก็ย่อมไม่สบายใจ ปัญหาฐานะทางชนชั้นที่ต่างกัน รักของหนุ่มสาวคู่นี้จึงเป็นไปไม่ได้ รักแท้จึงสร้างความเจ็บปวดไปชั่วชีวิต นี่คือคำอธิบายของคุณปราณีในหนังสือชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่

สอง ทัศนะว่าผิดประเพณี รักนิรันดร โดยจรัล มโนเพ็ชรนำเรื่องตำนานความรักนี้มาแต่งเป็นเพลง อธิบายว่าเจ้าศุขเกษมเป็นราชบุตรที่มีอนาคตการเมืองสำคัญ แต่มะเมียะเป็นพม่าจึงไม่อาจรักกันเพราะผิดประเพณี จึงต้องแยกทางกันไป แต่เจ้าศุขเกษมก็หักใจไม่ได้ต้องตรอมในความทุกข์จนสิ้นชีวิต ส่วนมะเมียะก็บวชชีจนสิ้นชีวิต

สาม ทัศนะว่าการล่าอาณานิคมระดับภูมิภาคและการดิ้นรนของล้านนา สยามไม่พอใจที่เจ้านายเชียงใหม่แอบส่งลูกหลานไปเรียนต่อในดินแดนศัตรู เจ้านายเชียงใหม่ส่วนหนึ่งอยากเห็นโลกกว้างและอยากหาทางออกใหม่ให้แก่ล้านนา ส่วนสยามก็เกรงว่าล้านนาจะมีใจออกห่าง เมื่อเรื่องนี้ถูกเปิดเผย สยามจึงไม่พอใจ เจ้านายเชียงใหม่จึงต้องบังคับให้รักของหนุ่มสาวสิ้นสุดลง ไม่ใช่เรื่องผิดประเพณี เพราะโดยทั่วไป เจ้าศักดินาไม่ให้ความสำคัญเรื่องเชื้อชาติหรือฐานะของฝ่ายหญิง ส่วนความรักยิ่งใหญ่นั้นเหมือนกับสำนักคิดที่ 2 นี่คือความคิดเห็นของคุณธเนศวร์

สี่ ทัศนะที่ว่าฝ่ายชายไม่ได้รักจริง นี่คือความคิดของลูกหลานส่วนหนึ่งของเจ้าหญิงบัวชุม เจ้าศุขเกษมรักมะเมียะจริง แต่เมื่อจากกัน เจ้าศุขเกษมสมรสกับเจ้าบัวชุม เจ้าศุขเกษมก็หมดความรักต่อมะเมียะ มีชีวิตสมรสแบบปกติกับเจ้าบัวชุม และเจ้าบัวชุมไม่เคยพูดเรื่องรักแท้ของเจ้าศุขเกษมให้คุณปราณีฟัง (สารธาร. เจ้าชายเชียงใหม่ตรอมใจตายเพราะหมะเมียะจริงหรือ?. พลเมืองเหนือ. 17-23 พฤศจิกายน 2546, หน้า 32-33.)

ห้า ทัศนะชายเสเพล นี่คือการเปิดเผยของเจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ที่เล่าว่าเจ้าศุขเกษมไม่ตั้งใจเรียน ชอบแต่สาว ๆ ผู้ใหญ่จึงให้กลับบ้าน และเมื่อพามะเมียะมาเชียงใหม่ก็ไปด้วยกันไม่ได้ จึงแยกทางกัน ส่วนเจ้าศุขเกษมนั้นชอบดื่มสุราเป็นนิสัย ตามที่คุณสมฤทธิ์ ลือชัย ระบุในบทความ “มะเมี๊ยะ เรื่องเก่าที่ต้องมองใหม่” ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม พ.ศ. 2555 เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ระบุว่า

“ได้ข่าวจากเชียงตุงว่า…ไปเฮียนหนังสือมันก็บ่เฮียน ไปเมาสาวเหียะ ถ้ามีลูกมีเต้าจะเยี๊ยะจะได เพราะว่าเขาต้องมาสืบความเป็นเจ้าหลวงต่อนะ มันบ่เฮียนหนังสือ เอามันกลับมาเหียะ ก็เลยเอากลับมา มาก็มากันสองคน คนหนึ่งปลอมเป็นผู้ชายมาคือมะเมี๊ยะ มาแล้วก็บอกว่ามันอยู่กันบ่ได้เลย ก็เลยบอกว่าให้เอาอีมะเมี๊ยะไปส่งเหียะ”

ในทัศนะของคุณสมฤทธิ์เห็นว่าเรื่อง “ชายเสเพล-กีดขวางรัก เพราะเป็นพม่า-ไพร่-จน และไม่มีปัญหาการเมือง” ที่ไม่เชื่องานเขียนของคุณปราณี สงสัยในตัวคุณปราณี บวกกับแนวคิดข้อที่ 2-3-4 เจ้าศุขเกษมเป็นคนมีนิสัยไม่ดี ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ได้มีรักเดียว แต่หลายรัก ชอบดื่มสุรา ส่วนมะเมียะเป็นพม่าซึ่งคนไทใหญ่ไม่ชอบและไม่ไว้ใจ ทั้งยังเป็นไพร่และยากจน จึงถูกครอบครัวของเจ้าศุขเกษมขัดขวาง คุณสมฤทธิ์ เห็นว่างานเขียนของคุณปราณีเป็นนิยาย มิใช่เรื่องจริง มะเมียะมิได้กลับไปบวชชีตามที่มีการกล่าวอ้าง

หก แนวคิดเรื่องกู่ของมะเมียะที่วัดสวนดอก (กู่เจ้านายฝ่ายเหนือวัดสวนดอกเป็นที่รวบรวมพระอัฐิของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่และพระประยูรญาติ) คุณธเนศวร์ได้พบกู่หลังเดียวที่วัดสวนดอกมีรูปทรงแบบพม่า แตกต่างจากกู่อื่น ๆ ทั้งหมด แต่ไม่ปรากฏชื่อของผู้เสียชีวิต ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากกู่ของเจ้าศุขเกษม และได้ทราบว่ามีสมาชิกสกุล ณ เชียงใหม่บางคนนำคณะแสดงละครโทรทัศน์เรื่องมะเมียะมากราบบูชากู่นี้ก่อนการถ่ายทำละครในปี พ.ศ. 2537 แนวคิดนี้สนับสนุนแนวคิดที่ 2 และ 3 โดยเชื่อว่ามีคนส่วนหนึ่งของราชสกุล ณ เชียงใหม่ที่เห็นว่า แม้ยามชีวิตกายต้องพรากจากกัน แต่หลังจากสิ้นชีวิต เถ้าถ่านสังขารมาอยู่ใกล้ชิดกันได้

เจ็ด ทัศนะที่ปฏิเสธเรื่องกู่ของมะเมียะ ด้วยอ้างเหตุผลว่า กระดูกของคนนอกราชกุลไม่ได้รับอนุญาตให้มาอยู่ที่บริเวณนั้น ไม่เคยปรากฏหลักฐาน และสถานที่ดังกล่าวมีคนเฝ้าดูตลอดเวลา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครลักลอบเข้าไปสร้างกู่ที่ฝ่าฝืนกฎนั้นได้ แต่ก็มีผู้เห็นแย้งว่า ไม่เคยมีใครมาเฝ้ากู่ สมัยก่อนยิ่งไม่มีใครสนใจดูแลเช่นปัจจุบันนี้ และกู่ทรงพม่านี้ก็สร้างมานาน มิใช่ของใหม่ อีกทั้งยังแย้งว่า จะหาคำอธิบายอย่างไรว่าเหตุใดถึงมีกู่ทรงพม่าเพียงกู่เดียวในวัดสวนดอก แล้วผู้สร้างต้องการสื่ออะไร?

อ้างอิง :

ธเนศวร์ เจริญเมือง. (พฤษภาคม, 2556). 110 ปีแห่งรัก : หมะเมียะ-เจ้าน้อยศุขเกษม (พ.ศ. 2446-2556). ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 34 (ฉบับที่ 7) : หน้า 141-144.

สมฤทธิ์ ลือชัย. (ธันวาคม, 2555) มะเมี๊ยะ เรื่องเก่าที่ต้องมองใหม่. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 34 (ฉบับที่ 2) : หน้า 154-169.

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *