พระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่เคยประดิษฐานในกรุงศรีอยุธยา ตอนที่ 2 พระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่มายังกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลใด ?”

พระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่มายังกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลใด ?

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระอธิบายไว้ใน เชิงอรรถอธิบายเรื่องศุภอักษรของอัครมหาเสนาบดีไทยเรื่องการเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่ลงมาประดิษฐานไว้ในกรุงศรีอยุธยาตามที่คุณสุจิตต์ยกมาแล้วนั้น ก็ทรงยืนยันเช่นกันว่าพระพุทธสิหิงค์ก็เคยประดิษฐาน ที่กรุงศรีอยุธยาอย่างช้าที่สุดก็ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศแล้ว พร้อมกันนี้ได้ทรงอ้างอิงคำให้การชาวกรุงเก่าว่าได้เชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมาจากเชียงใหม่ในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร (ดำรงราชานุภาพ 2546, 344 – 345: เชิงอรรถที่ 15) ซึ่งอันที่จริงแล้วคำให้การชาวกรุงเก่าระบุชัดเจนว่าเป็นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ (ดูรายละเอียดใน คำให้การชาวกรุงเก่า 2546, 99 – 100, 108 – 109)

มีหลักฐานมากมายที่แสดงว่าได้เชิญพระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่ลงมาประดิษฐาน ณ กรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ คำให้การชาวกรุงเก่าอธิบายถึงมูลเหตุดังกล่าวว่าเกิดจากการที่สมเด็จพระนารายณ์ต้องพระราชประสงค์ในพระพุทธรูปสำคัญของเชียงใหม่ คือ พระพุทธสรหิง (สิหิงค์) และพระเจ้าแก่นจันทน์แดง จึงทรงยกทัพไปตีเชียงใหม่จนได้รับชัยชนะ เมื่อทอดพระเนตรพระพุทธสรหิงแล้วก็ตรัสถามพระยาแสนหลวงอำมาตย์ของเชียงใหม่ว่า “เราได้ทราบข่าวว่าพระพุทธสรหิงนี้มีอานุภาพ เหาะเหีรเดีรอากาศได้จริงหรือ พระยาแสนหลวงกราบทูลว่าแต่เดิมเมื่อพระพุทธสรหิงยังประดิษฐานอยู่ที่เมืองปาตลีบุตรนั้นเหาะเหีรเดินอากาศได้จริง แต่มีคนทุจริตมาควักเอาแก้วมณีที่ฝังเปนพระเนตรไปเสีย แต่นั้นมาพระพุทธสรหิงก็เหาะเหีรเดีรอากาศไม่ได้” (คำให้การชาวกรุงเก่า 2546, 108 – 109)

สมเด็จพระนารายณ์โปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมาประดิษฐานไว้ยังหอพระในพระราชวัง ขณะที่หลักฐานประเภทคำให้การเหมือนกัน อย่างคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมระบุว่าประดิษฐานใน “พระมหาวิหารยอดปรางค์ปราสาทในวัดพระศรีสรรเพชร” ดังได้กล่าวมาแล้ว ส่วนหลักฐานประเภทพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่ชำระในสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ที่ศานติ ภักดีคำ ปริวรรตจากฉบับตัวเขียน กล่าวถึงสงครามอันยืดเยื้อระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเชียงใหม่ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ โดยไม่กล่าวถึงการเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมาประดิษฐาน ณ กรุงศรีอยุธยาแต่อย่างใด นอกจากข้อความที่กล่าวถึงแสนสุรินไมตรีถือหนังสือลวงมาถึงกรุงศรีอยุธยาให้ยกพลไปช่วยชาวจีนฮ่อที่มาล้อมเชียงใหม่ ดังนี้

“พญาแสนหลวงแลชาวเมืองเชียงใหม่ทังปวงหาที่พึ่งพิงพำนักนิ์มิได้ จึ่งเสี่ยงทายในอารามพระพุทธสหิง ซึ่งอยู่ ณะ เมืองเชียงใหม่นั้นว่า ถ้าประเทศใดจะเปนที่พึ่งที่พำนักนิ์ได้ไช้ ขอพระพุทธเจ้าสำแดงให้เห็นประจัก แลว่าพระพุทธสหิงนั้นบ่ายพระภักตรมายังกรุงเทพมหานคร บวรทวาราวะดีศรีอยุทธยา” (พนรัตน์ 2558, 210)

ในขณะที่ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (2539, 155) ระบุว่าสมเด็จพระนารายณ์เชิญจากเชียงใหม่มาประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยา ดังข้อความว่า“พระพุทธสิหิงค์องค์นี้ เมื่อแผ่นดินพระนารายณ์มหาราชเจ้าเสดจขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ ก็ได้เชิญเสดจลงมาไว้ที่กรุงเก่าครั้งหนึ่ง”

หลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุด ที่แสดงถึงการเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่ลงไประดิษฐานยังกรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ เป็นสำเนาจารึกของวิหารร่มพระแท่นศิลาอาสน์ จ.อุตรดิตถ์ จารึกเป็นแผ่นไม้ถูกไฟไหม้ไปในรัชกาลที่ 5 พร้อมกับวิหาร ที่เหลืออยู่เป็นสำเนาที่ข้าราชการในสมัยรัชกาลที่ 3 คัดลอกไว้ผู้จารจารึกคือออกญาสวรรคโลก เจ้าเมืองสวรรคโลก เมื่อ พ.ศ. 2301 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ได้มาตรวจราชการยังเมืองอุตรดิตถ์และนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ เห็นความชำรุดทรุดโทรมของวิหาร จึงได้ช่วยบูรณปฏิสังขรณ์ ออกญาท่านนี้เป็นหลานปู่ของพระเจ้าเชียงตุง และมีย่าผู้เป็นธิดาของเจ้าฝาไล้ค่า เจ้าเมืองลำปาง ส่วนตาของท่านก็สืบเชื้อสายจากพญาแมนเจ้าเมืองเชียงใหม่ ดังนี้

“ด้วยออกพระศรีราชไชยมหัยสุรินบุรินทพิริยะภาหะ พระท้ายน้ำ ยกเชื้อฝ่ายปู่พระเจ้าเชียงตุง ฝ่ายย่าเป็นบุตรเจ้าฝ่าไล้ค่าได้กินเมืองละคร ฝ่ายตาเป็นบุตรพญาแมนได้กินเมืองเชียงใหม่ แลครั้งสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้ามารับเชียงใหม่ ได้พระพุทธสิหิงค์ แล้วกวาดต้อนเอาแมนลาวทั้งนี้ ลงมาเป็นข้าพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา แลทรงพระกรุณาเป็นที่สุดที่ยิ่ง ปลูกเรืยงแต่ปู่แล้วมาบิดาแล้วมาน้อง ให้เป็นพญายมราชต่อๆ กันมา ได้เป็นน้ำเป็นที่พึ่งแก่แมนลาวทั้งปวงแล้ว” (ห้องเอกสารตัวเขียน หอสมุดแห่งชาติ จ.ศ. 1205, ไม่มีเลขหน้า)

สำเนาจารึกนี้เคยตีพิมพ์ในหนังสือประชุมจดหมายเหตุสมัยอยุธยา ภาค 1 (2510, 75) แต่อ่านคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับสำเนาว่า “มารํบเมียงเชยีงไมใดพรพุธ่ส่หิ่ง” เป็น “มารบเมืองเชียงใหม่ไม่ได้พระพุทธสิหิงค์” ที่จริงแล้วควรอ่านว่า “มารบเมืองเชียงใหม่ได้พระพุทธสิหิงค์” ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันมาตลอดว่าการศึกครั้งนั้นสมเด็จพระนารายณ์เพียงแต่ทรงได้รับชัยชนะ แต่ไม่ได้พระพุทธสิหิงค์มาไว้ที่กรุงศรีอยุธยา

การตีเชียงใหม่ของสมเด็จพระนารายณ์ได้รับการยืนยันจากหลักฐานร่วมสมัย อย่างบันทึกของซิโมน เดอ ลาลูแบร์ ผู้ได้รับคำบอกเล่าจากชาวอยุธยาที่เคยติดตามไปในสงครามระหว่างอยุธยากับเชียงใหม่ ว่าเกิดขึ้นเมื่อราว 30 ปี ก่อนที่ท่านจะเขียนบันทึกเรื่องราวของราชอาณาจักรอยุธยาใน พ.ศ. 2231 ในช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์(เดอะ ลาลูแบร์ 2548, 26) แสดงให้เห็นว่าสงครามครั้งนั้นต้องเกิดขึ้นหลังจากสมเด็จพระนารายณ์ขึ้นครองราชสมบัติ ในพุทธศักราช 2299 แล้วเพียงไม่กี่ปี ข้อมูลของลา ลู แบร์ ได้รับการยืนยันจากความสังเขปของตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ และตำนานสิบห้าราชวงศ์ ระบุศักราชแคบลงไปอีกว่าตรงกับ พ.ศ. 2203 หรือ 2204 ดังข้อความว่า

“ปีกัดใจ้ (พ.ศ. 2203/2204) ชาวใต้ยอพลขึ้นมารบเชียงใหม่ บ่ได้ เชียงแสนพ่าย ชาวใต้ปีนั้น” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ 2543, 128)

และ“ศักราช 1022 ตัว ปีกดไจ้ ชาวใต้ยอพลเสิกก็ ขึ้นมารบเมืองเชียงใหม่บ่ได้ เชียงแสนพ่ายชาวใต้ปีนั้น”(ตำนานสิบห้าราชวงศ์ ฉบับสอบชำระ 2540, 111)

ช่วงระยะเวลาดังกล่าวตรงกับต้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ตามที่ลาลูแบร์ได้บันทึกไว้

สมเด็จพระนารายณ์ทรงทิ้งเมืองเชียงใหม่ให้ร้างลง (เดอะ ลา ลูแบร์ 2548, 26) แล้วกวาดต้อน“แมนลาวทั้งปวง” เทครัวลงมายังกรุงศรีอยุธยาจนหมดสิ้น สงครามครั้งนั้นบรรดาเจ้านายฝ่ายเหนือรวมไปถึงพระเจ้าเชียงตุงคงถูกกวาดต้อนมาเกือบทั้งหมด พร้อมกับชาวล้านนาที่คงมีจำนวนไม่น้อยเลย อย่างไรก็ตาม ออกญาสวรรคโลกจารึกว่า สมเด็จพระนารายณ์ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงเชื้อพระวงศ์เหล่านั้นเป็นอย่างดี โปรดให้ปู่ของท่านดำรงตำแหน่งเป็นถึงออกญายมราช รวมไปถึงบิดาและน้องชายก็ดำรงตำแหน่งเดียวกัน ส่วนตัวท่านเองได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระเจ้าบรมโกศให้เป็นออกญาสวรรคโลกจากความดีความชอบในการปราบกบฏ

ชาวล้านนากลุ่มนี้คงได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในกรุงศรีอยุธยา อย่างน้อย 2 แห่งด้วยกัน โดยอนุมานจากเจดีย์ทรงพระธาตุหริภุญชัยที่ปรากฏขึ้นตามวัดนอกเกาะเมืองกรุงศรีอยุธยา ที่น่าจะเป็นศูนย์กลางสำคัญของชุมชนแห่งหนึ่งได้แก่ บริเวณวัดแคร้างใกล้กับคลองสระบัว และอีกแห่งคือบริเวณวัดใหม่บางกระจะ และวัดนางกุย ตั้งอยู่คุ้งน้ำด้านทิศใต้นอกเกาะเมืองฝั่งตรงข้ามป้อมเพ็ชรและวัดพนัญเชิงไม่ไกลจากหมู่บ้านโปรตุเกส

หลักฐานที่ประมวลมาทั้งหมดนี้จึงพอทำให้เห็นภาพว่าการเชิญพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของเชียงใหม่และอาณาจักรล้านนา ลงมาประดิษฐาน ณ กรุงศรีอยุธยาว่าเกิดขึ้นในช่วงต้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ หลังจากทรงทำสงครามกับเชียงใหม่และเมืองต่างๆ ในล้านนาจนได้รับชัยชนะ

บรรณานุกรม

คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง. 2555. พิมพ์ครังที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

คำให้การชาวกรุงเก่า. 2546. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. 2546. เรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป. กรุงเทพฯ: มติชนและมูลนิธิสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและหม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล พระธิดา.

เดอะ ลาลูแบร์. 2548. จดหมายเหตุลา ลู แบร์ ราชอาณาจักรสยาม. แปลโดย สันต์ ท.โกมลบุตร. กรุงเทพมหานคร: ศรีปัญญา.

ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. 2547. ปริวรรตโดยอรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. เชียงใหม่: ซิลค์เวอร์มบุคส์.

ตำนานสิบห้าราชวงศ์ ฉบับสอบชำระ. 2540. ปริวรรตโดย สมหมาย เปรมจิตต์. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ทิพากรวงศ์ฯ, เจ้าพระยา. 2539. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ฉบับตัวเขียน.
ประชุมพงศาวดารฉบับราษฎร์ ภาคที่ 1. นฤมล ธีรวัฒน์ ผู้ชำระต้นฉบับ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ: อมรินทร์วิชาการ.

ประชุมจดหมายเหตุสมัยอยุธยา ภาค 1. 2510. พระนคร: คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดี สำนักนายกรัฐมนตรี.

พนรัตน์, สมเด็จพระ. 2558. พระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน. ศานติ ภักดีคำ ผู้ชำระต้นฉบับ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิ
“ทุนพระพุทธยอดฟ้า” ในพระบรมราชูปถัมภ์. (มูลนิธิ “ทุนพระพุทธยอดฟ้า” ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในการพระราชทานเพลิงศพ พระธรรมปัญญาบดี (ถาวร ติสฺสานุกโร ป.ธ. 9 อดีตเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมมังคลาราม ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558).

ห้องเอกสารตัวเขียน หอสมุดแห่งชาติ. 2386. จดหมายเหตุเรื่องจารึกยกพระวิหารแท่นศิลาอาสน์ จ.ศ. 1205. จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3.
เลขที่ 17. สมุดไทยดำ.

(ขอบพระคุณเพจห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ https://www.facebook.com/ArtHistoryClassroom/?fref=ts)

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *