“พระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่เคยประดิษฐานในกรุงศรีอยุธยา” ตอนที่ 1

ตอนที่ 1 พระพุทธสิหิงค์เคยประดิษฐานที่วัดใดในกรุงศรีอยุธยา

บทความของคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ เรื่อง “พระพุทธสิหิงค์ เคยอยู่ในวัดบรมพุทธาราม บ้านเดิมพระเพทราชา ในรั้ว มรภ. พระนครศรีอยุธยา” (สุจิตต์ 2559, ออนไลน์)

คุณสุจิตต์ยกหลักฐานจากศุภอักษรของอัครมหาเสนาบดีกรุงศรีอยุธยาที่มีไปถึงอัครมหาเสนาบดีกรุงลังกา พ.ศ. 2299 ว่าทูตลังกาที่มาจำทูลพระราชสาสน์ถวายสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เคยเห็นพระพุทธ สิหิงค์ ประดิษฐานในมณฑปวัดบรมพุทธาราม ซึ่งมีข้อความดังนี้

“40. …ทูตานุทูตอำมาตย์ได้เห็นพระพุทธสิหิงค์ในมณฑปน่ามโนรมย์ในวัดบรมพุทธารามวิหาร ประดับทองเงิน รัตนงามวิจิตร จึงพากันเจรจาเหตุที่ไม่ทราบเรื่องนั้นให้กันฟัง
41. ราชบุรุษจึงนำเรื่องนั้นมาเล่าให้ทูตานุทูตนั้นทราบชัด
42. ทูตานุทูตอำมาตย์ทั้งหลายต่างพากันพูดว่า ตำนานสิหิงคนิทานนี้ในกรุงศิริวัฒนนครไม่มี
43. เราจึงให้ราชบุรุษจารึกตำนานพระพุทธสิหิงคนิทาน ส่งมาให้ ขอท่านอัครมหาเสนาบดีได้นำตำนานสิหิงคนิทานนี้ ทูลพระเจ้ากรุงศิริวัฒน แล้วทูลว่าขอให้ทรงหวงแหนพระตำนานนี้ไว้ในกรุงศิริวัฒนบุรีด้วย” (ดำรงราชานุภาพ 2546, 313)

ทั้งนี้ คุณสุจิตต์อธิบายว่าวัดบรมพุทธารามที่ปรากฏความในศุภอักษรข้างต้น เป็นแห่งเดียวกับวัดบรม พุทธารามข้างมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา พระนิเวศน์เดิมของสมเด็จพระเพทราชาในย่านตำบลป่าตองนั้น อย่างไรก็ดี ในที่นี้มีความเห็นว่าวัดบรมพุทธารามในศุภอักษรดังกล่าวน่าจะได้แก่วัดพระศรีสรรเพชญ์ โดยพิจารณาจากข้อความในศุภอักษรเดียวกันที่กล่าวถึงพระอารามแห่งนี้ด้วยกัน 2 ครั้ง ดังนี้

ครั้งที่ 1 กล่าวถึงตอนกระบวนแห่ปูชนียวัตถุที่ราชทูตลังกาเชิญมาถวายสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ คือ

“6. …พระศิริทันตธาตุวลัญชนะ พระมณีพระพุทธรูปไว้ในวัดบรมพุทธาราม (วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์) อันประดิษฐานอยู่ใกล้พระราชวังชั้นใน” (ดำรงราชานุภาพ 2546, 291)

ครั้งที่ 2 กล่าวย้ำอีกครั้งเมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ

“11. …โปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระศรีทันตธาตุวลัญชนะ แลพระมณีพระพุทธรูป ไว้ในวัดบรมพุทธารามอันประเสริฐ (วัดพระศรีสรรเพชญ์) อยู่ใกล้พระราชวังชั้นใน” (ดำรงราชานุภาพ 2546, 295)

หากการแปลศุภอักษรของพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) ไม่คลาดเคลื่อน
วัดบรมพุทธารามดังกล่าวที่ศุภอักษรระบุว่าอยู่ใกล้กับพระราชวังชั้นใน ควรหมายถึงวัดพระศรีสรรเพชญ์ซึ่งตั้งขนานกับเขตพระราชฐานชั้นในของพระราชวังโบราณ มากกว่าจะเป็นวัดบรมพุทธารามที่สมเด็จพระเพทราชา ทรงสร้างขึ้นซึ่งอยู่ห่างจากพระราชวังโบราณราว 1 กิโลเมตร คำว่าบรมพุทธารามในที่นี้ จึงน่าจะเป็นความเปรียบถึงวัดพระศรีสรรเพชญ์ว่าเป็นพระอารามอันยิ่งใหญ่มากกว่าจะเป็นชื่อวัดจริงๆ

สมมติฐานที่ตามมาอีกก็คือ แล้วพระพุทธสิหิงค์องค์นี้เคยประดิษฐาน ณ สถานที่แห่งใดในวัดพระศรีสรรเพชญ์ เพราะศุภอักษรกล่าวแต่เพียงว่าประดิษฐานใน “มณฑปน่ามโนรมย์” ภายในวัดพระศรีสรรเพชญ์ และคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมเอกสารจากหอหลวง (2555, 40) ที่กล่าวว่าประดิษฐานใน “พระมหาวิหารยอดปรางค์ปราสาทในวัดพระศรีสรรเพชร”

ในที่นี้ขอเสนอความเป็นไปได้ของสถานที่ทั้งหมด 3 แห่ง เพื่อตั้งเป็นประเด็นไว้สำหรับการถกเถียงอภิปรายต่อไปในอนาคต ดังนี้

(1) มณฑป 3 องค์ระหว่างมหาเจดีย์ทรงลังกา 3 องค์

สร้างขึ้นทับลงบนบันไดทางขึ้นระหว่างพระมหาเจดีย์ทั้ง 3 องค์ มักเชื่อกันว่าเป็นผลงานในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 แต่จากฐานของมณฑปองค์กลางที่มีรูปสิงห์หรือครุฑแบกเป็นลักษณะเดียวกับฐานเบญจาหน้าพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงสร้างขึ้น ต่อมาในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 23 มีการปฏิสังขรณ์ใหม่โดยก่อฐานบัวลูกแก้วอกไก่ครอบฐานเดิม ที่ตอนบนของฐานมีกำแพงแก้วเจาะเป็นช่องกากบาทคล้ายช่องแว่นในสถาปัตยกรรมล้านนาล้อมรอบ เป็นไปได้ที่มณฑปองค์หนึ่งจากทั้งหมดอาจเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์

(2) มณฑปน้อย

ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของมณฑปองค์กลางที่ตั้งอยู่ระหว่างพระมหาเจดีย์ทรงลังกา ขนาบด้วยเจดีย์รายทรงลังกาและวิหารราย ต้องสงสัยเช่นกันว่าอาจเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ แต่ขนาดและตำแหน่งที่อาจจะอยู่ลับหูลับตาไปหน่อย อาจจะไม่สมศักดิ์ศรีของพระพุทธรูปสำคัญ 1 ใน 8 องค์ที่เป็นหลักกรุงศรีอยุธยาไปสักหน่อย

(3) มณฑปหน้าวัด

อาจเป็นม้านอกสายตาไปเสียหน่อย เพราะได้รับการติดป้ายมาตั้งแต่แรกทำผังวัดว่าเป็นหอระฆัง เป็นมณฑปจัตุรมุขที่มีการปฏิสังขรณ์ซ้อนกันหลายครั้ง โดยต่อเติมขยายขนาดขึ้นทุกครั้ง ทั้งยังมีกำแพงแก้วและพะไลล้อมรอบเกินกว่าจะเป็นหอระฆังได้ (เว้นเสียแต่ว่าระฆังที่แขวนจะศักดิ์สิทธิ์จริงๆ)
รวมไปถึงภายในก็ค่อนข้างทึบและเตี้ยไม่เหมาะที่จะแขวนระฆังให้ตีดังกังวานไปไกล จึงเป็นสถานที่อีกแห่งที่เป็นไปได้ว่าน่าจะเคยเป็นมณฑปพระพุทธสิหิงค์มาก่อน (ปลาทองสยองเมือง 2554, ออนไลน์)

สำหรับพระวิหารหลวงพระศรีสรรเพชญ์ อาจมีความเป็นไปได้น้อยกว่าที่จะมีมณฑปประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์อยู่ภายใน ดังบันทึกของบาทหลวงตาชาร์ตที่เข้ามาในปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ กล่าวว่ามีฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูป 3 – 4 องค์ ด้านหน้าฐานชุกชีที่ประดิษฐานพระศรีสรรเพชญ์ (Tarchard 1985)

ฐานดังกล่าวก็ยังคงอยู่ให้เห็นจนปัจจุบัน ส่วนปราสาทจัตุรมุขด้านทางด้านทิศตะวันตกของวัดหรือที่นิยมเรียกกันว่าปราสาทพระนารายณ์ ก็เป็นที่ประดิษฐานปรางค์หรือเจดีย์ล้อมรอบด้วยพระพุทธรูปสี่อิริยาบถอยู่แล้ว ไม่น่าจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ได้เช่นกัน

อนึ่ง เมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมาจากเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2338 (ทิพากรวงศ์ฯ 2539, 155) ได้ทรงสร้างบุษบกจัตุรมุขยอดปรางค์พรหมพักตร์เป็นที่ประดิษฐาน (ภายหลังสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพย์ทรงเชิญไปประดิษฐานพระประธานในพระอุโบสถวัดไพชยนต์พลเสพย์) เป็นไปได้ว่าพระองค์หรือช่างที่ออกแบบอาจเคยทอดพระเนตรหรือเห็นมณฑปยอดปรางค์ทรงพระพุทธสิหิงค์ในวัดพระศรีสรรเพชญ์มาก่อนก็เป็นได้ จึงสร้างบุษบกทรงพระพุทธสิหิงค์ให้เป็นยอดปรางค์อย่างเดียวกัน พ้องกันกับคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมที่กล่าวว่าพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานใน “พระมหาวิหารยอดปรางค์ปราสาทในวัดพระศรีสรรเพชร”

บรรณานุกรม

คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง. 2555. พิมพ์ครังที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. 2546. เรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป. กรุงเทพฯ: มติชนและมูลนิธิสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและหม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล พระธิดา.

ทิพากรวงศ์ฯ, เจ้าพระยา. 2539. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ฉบับตัวเขียน. ประชุมพงศาวดารฉบับราษฎร์ ภาคที่ 1. นฤมล ธีรวัฒน์ ผู้ชำระต้นฉบับ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ: อมรินทร์วิชาการ.

ปลาทองสยองเมือง (นามแฝง). 2554. “พระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานอยู่ที่ไหนในอยุธยา.” http://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=patisonii&month=09-2011&date=29&group=79&gblog=1(สืบค้นเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2559).

สุจิตต์ วงษ์เทศ. 2559. “พระพุทธสิหิงค์ เคยอยู่ในวัดบรมพุทธาราม บ้านเดิมพระเพทราชา ในรั้ว มรภ. พระนครศรีอยุธยา.” http://www.matichon.co.th/news/354354 (สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2559).

Tarchard, Guy. 1985. A Realation of the Voyage to Siam. 2nd Reprinting. Bangkok: White Orchid Press.

(เรื่องนำมาจากเพจห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ https://www.facebook.com/ArtHistoryClassroom/?fref=ts)

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *