อึ้ง! หลักฐานใหม่ รูปแกะสลักหินอ่อนที่วัดพระแก้ว บันทึกโดยมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย เมื่อปี 1891

ภาพวาดรูปปั้นตุ๊กตาแกะสลักหินอ่อน ที่ลานวัดพระแก้วในหนังสือ“ บันทึกการเดินทางสู่ตะวันออกไกล ของมกุฎราชกุมารนิโคลาส” ฉบับพิมพ์ ในปี ค.ศ. 1898

อึ้ง! หลักฐานใหม่ รูปแกะสลักหินอ่อนที่ลานวัดพระแก้ว บันทึกโดยมกุฎราชกุมารนิโคลัส แห่งรัสเซีย ต่อมาคือพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 เมื่อปี ค.ศ.1891

จากข้อมูลเบื้องต้น ทำให้เราทราบว่ารูปแกะสลักหินอ่อนจำนวนมาก ที่เคยถูกจัดไว้ตบแต่งลานวัดพระแก้ว ในคราวฉลองพระนครครบ 100 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2425 (ค.ศ. 1882) นั้น ต่อมาอีกหลายปี ก็ยังคงจัดแสดงอยู่ ณ ที่นั้น ทำให้มีพระราชอาคันตุกะ และผู้นำประเทศหลายท่าน ที่เข้ามาเยือนกรุงสยาม ได้เคยเห็นกันถ้วนหน้า

มกุฎราชกุมารนิโคลัส ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส

หนึ่งในนั้น มีเจ้านายชั้นสูง มกุฎราชกุมารนิโคลัส แห่งราชวงศ์โรมานอฟ ผู้เสด็จเข้ามาเยี่ยมเยือนกรุงสยาม ในปี ค.ศ. 1891 ก็ได้ทรงบันทึกเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 1891 ไว้ว่า…

“เช้าวันนี้ เราถูกนำเข้าไปเยือนวัดพระแก้ว ของพระเจ้าแผ่นดิน บริเวณทางเข้ามีรูปปั้นยักษ์ขนาดใหญ่ 2 ตน มือถือกระบอง ซึ่งหมายถึงทวารบาล หรือผู้เฝ้าประตูทางเข้า

โดยรอบบริเวณลานของวัดอันงดงามนี้ มีรูปปั้นหุ่นของคนในลักษณะต่างๆเช่นรูปผู้นำประเทศ แม่ทัพ และกะลาสี รวมทั้งบุรุษและสตรีเพศ วางเรียงรายอยู่มากมาย

รูปปั้นหินอ่อนเหล่านี้ มาอยู่ที่นี่ด้วยเหตุใดก็ไม่มีใครให้ความกระจ่างได้ คำอธิบายที่น่าฟังที่สุด คือมันถูกจัดแสดงไว้ที่นี่ สำหรับงานฉลองเมืองหลวง ก่อนที่จะถูกนำเข้าไปจัดแสดง ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างขึ้น”

ต่อจากบันทึกนี้ ยังได้ลงภาพวาดรูปแกะสลักหินอ่อน ที่ได้ทรงทอดพระเนตรในครั้งนั้นด้วย (ถอดความโดย อ.ไกรฤกษ์ นานา จากหนังสือ “บันทึกการเดินทางสู่ตะวันออกไกล ของมกุฎราชกุมารนิโคลาส” ฉบับพิมพ์ ในปี ค.ศ. 1898)

ภาพวาดรูปปั้นตุ๊กตาแกะสลักหินอ่อน ที่ลานวัดพระแก้วในหนังสือ“ บันทึกการเดินทางสู่ตะวันออกไกล ของมกุฎราชกุมารนิโคลาส” ฉบับพิมพ์ ในปี ค.ศ. 1898

 

ปกด้านในของหนังสือ“ บันทึกการเดินทางสู่ตะวันออกไกล ของมกุฎราชกุมารนิโคลาส” ฉบับพิมพ์ ในปี ค.ศ. 1898 ของสะสมส่วนตัว อ.ไกรฤกษ์ นานา

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 กรกฎาคม 2565

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *