บันทึก “โจวต้ากวาน” ใช้เป็นหลักฐานอ้างว่า “คนสยามสร้างนครวัด” ไม่ได้

ลานหินสู่ประตูทางเข้าปราสาทนครวัด ภาพวาดลายเส้นโดยกิโอด์ จากรูปสเก๊ตช์ของมูโอต์

เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้เผยแพร่ (ซ้ำ) บทความเสนอความเห็นว่า “คนสยาม” คือผู้สร้าง “นครวัด” ปราสาทขนาดมหึมาที่ปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา โดยระบุว่า หลักฐานยืนยันข้ออ้างนี้ ปรากฏอยู่ในบันทึกของ “โจวต้ากวาน” ทูตชาวจีนที่เดินทางมาขอให้อาณาจักรกัมพูชาสมัยนั้นยอมเป็นรัฐบรรณาการของราชวงศ์หยวน

สำหรับคนที่เคยอ่านบันทึกดังกล่าว ฟังแล้วอาจจะตกใจว่า “เฮ้ย! นี่เราอ่านตรงไหนตกหล่นไปรึเปล่า?” ลุงโจวแกไปเขียนไว้ตรงไหน? อะไรทำให้ผู้เสนอเชื่อเช่นนั้น?

ด้วยเหตุที่ผู้เขียนเองอ่านภาษาจีนไม่ออก จึงขออนุญาตยกบางช่วงบางตอนจากฉบับแปลของ เฉลิม ยงบุญเกิด ใน “บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ” มาให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูว่า สิ่งที่ลุงโจวแกเขียนไว้ มันสามารถเอามาอ้างได้หรือไม่ว่า “คนสยาม” สร้าง “นครวัด” โดยเฉพาะในส่วนที่ผู้เสนอฯ นำมาอ้าง เรื่องความสามารถในการทอไหม เย็บปัก ของ “ชาวเสียน” ดังนี้

“พวกชาวพื้นเมืองไม่เลี้ยงตัวไหมและปลูกต้นหม่อนกันเลย และพวกผู้หญิงก็ไม่ประสากับการใช้เข็มด้ายและการเย็บการชุน เพียงแต่ทอผ้าด้วยฝ้ายเป็นเท่านั้น และก็ไม่รู้จักปั่นด้าย แต่ใช้มือทำให้เป็นเส้นด้าย พวกเขาไม่มีกี่สำหรับใช้ทอผ้า แต่ผูกชายผ้าข้างหนึ่งเข้ากับเอวแล้วทำงานต่อไปอีกชายหนึ่ง ส่วนกระสวยนั้นใช้กระบอกไม้ไผ่ เมื่อเร็วๆ นี้ชาวเสียน ได้มาอาศัยอยู่ในประเทศนั้น ได้ทำการเลี้ยงตัวไหมและปลูกต้นหม่อนเป็นอาชีพ พันธุ์ตัวไหมและพันธุ์ต้นหม่อนจึงมาจากประเทศเสียนทั้งสิ้น พวกเขาไม่มีป่านรามีแต่มีปอกระเจา ชาวเสียนใช้ไหมทอผ้าแพรบางๆ สีดำใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ผู้หญิงชาวเสียนนั้นเย็บชุนเป็น ชาวพื้นเมืองทำผ้าขาดก็ต้องไปจ้างชาวเสียนให้ช่วยปะชุนให้”

นั่นคือถ้อยคำทั้งหมดที่ โจวต้ากวาน เขียนถึงเรื่อง “ตัวไหมกับต้นหม่อน” ซึ่งมี “ชาวเสียน” (ที่เข้าใจกันว่าเป็น “คนสยาม”) มาเกี่ยวข้องโดยตรง จากความตอนนี้ทำให้เราเข้าใจได้ว่า “ชาวเสียน” เป็นคนต่างถิ่นแน่ๆ และเพิ่งจะเข้ามาทำมาหากินในแผ่นดินกัมพูชา “เมื่อเร็วๆนี้” เท่านั้นเอง

และอีกใจความที่ โจว สื่อคือ ชาวเสียนมีความรู้เรื่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการเย็บการทอ ขณะที่คนพื้นเมือง (กัมพูชา) ไม่มีองค์ความรู้ในด้านนี้ แต่การไปสรุปว่า “คนพื้นเมืองนั้นขนาดชุนผ้ายังไม่เป็นแล้วจะไปสร้างนครวัด นครธมใหญ่โตได้อย่างไร เอาความรู้เทคโนโลยีไปจากไหน” ถือว่าเป็นการตีความเกินกว่าสิ่งที่ โจว เขียนไปมาก

วิญญูชนทั่วไปย่อมพิจารณาได้ว่า องค์ความรู้ในการทอผ้า เย็บผ้า ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ การอ้างว่า “คนพื้นเมืองชุนผ้าไม่เป็น ย่อมสร้างปราสาทไม่ได้” จึงเป็นการสรุปที่ไม่ถูกต้อง แต่ถ้าบอกว่า คนพื้นเมืองใช้เครื่องมือตัดหินยังไม่เป็น ย่อมสร้างปราสาทหินไม่ได้ อย่างนี้จึงจะพอรับฟังได้ แต่ โจว ก็ไม่เคยกล่าวไว้

หากเรายอมรับตรรกะเช่นนั้นมิกลายเป็นว่า ชาวโรมันก็คงไม่มีปัญญาสร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่โตได้เช่นกันหรอกหรือ? เพราะชาวโรมันโบราณก็ไม่รู้เรื่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม (เช่นเดียวกับชนพื้นเมืองกัมพูชาสมัยโจวต้ากวาน) แถมยังเคยเข้าใจว่า ใยไหมเป็นผลิตภัณฑ์จากพืชที่คนไปเก็บมาจากในป่าด้วยซ้ำ

สิ่งหนึ่งที่ผู้เสนอทฤษฎีที่ว่า คนสยามเป็นคนสร้างนครวัด จะต้องพิจารณาก็คือความเป็น “มหานคร” ซึ่งทั้งพระนคร และโรม ในยุครุ่งเรืองต่างมีเหมือนกันคือ ความเป็นศูนย์กลางที่ชนจากชาติต่างๆ เข้ามาทำหากิน เหมือนกับเมืองใหญ่ในยุคปัจจุบันที่มีแรงงานต่างด้าวแห่มาขายแรงงานในภาคที่คนท้องถิ่นไม่ค่อยอยากจะทำ (ซึ่งไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้) อย่างร้านอาหารไทยสมัยนี้ ก็มีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นคนทำซะเยอะ (อาจจะทำได้ไม่ดีกว่า แต่คุ้มกว่า) อย่างนี้จะบอกว่า คนไทยทำอาหารไทยไม่เป็นรึป่าว ถึงต้องใช้แรงงานต่างชาติ?

ทั้งนี้ ผู้เขียนไม่ได้มีปัญหากับการเสนอข้อมูลใหม่ๆ เพื่อหักล้างข้อสรุปเดิมทางประวัติศาสตร์ กลับกัน ผู้เขียนรู้สึกว่า การเสนอข้อมูลหรือข้อสรุปใหม่ๆ เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นและน่าชื่นชม แต่ขณะเดียวกัน การนำเสนอหลักฐานก็ควรอยู่บนข้อเท็จจริงมากกว่าจินตนาการที่มาจากอคติ

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *