ชาวบ้านบริเวณปราสาทพระวิหาร บูชาเขาพนมดงรักในฐานะภูเขาศักดิ์สิทธิ์

ความเชื่อในการบูชาภูเขาเป็นความเชื่อดั้งเดิมแต่โบราณ

ธิดา สาระยา ได้อธิบายไว้ว่า การเคารพนับถือปราสาทพระวิหารสะท้อนถึงรากทางความเชื่อดั้งเดิมในการนับถือผี (Spiritual Worship) และความเชื่อเกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติ (Animistic Belief) ที่ผนวกเข้ากับการนับถือพระศิวะในศาสนาพราหมณ์

ภูเขาที่เห็นเป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร ปลายด้านซ้ายมือเป็นหน้าผาตัดลงไป

กล่าวคือ การนับถือผีบรรพบุรุษเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อในการบูชาผี คนโบราณเชื่อว่าชีวิตยังคงดำรงอยู่หลังความตาย จึงพยายามหาทางที่จะเชื่อมโยงติดต่อระหว่างผู้ที่ตายแล้วกับผู้ที่ยังมีชีวิต เพื่อให้พลังอำนาจของผู้ที่ตายไปแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรพบุรุษมาช่วยเหลือคุ้มครอง ดังเห็นได้จากการสร้างปราสาทของเขมรเพื่อบูชาบรรพบุรุษหรือการสถาปนาศิวลึงค์เพื่อเป็นตัวแทนของกษัตริย์

ส่วนความเชื่อเกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นความเชื่อที่เชื่อว่าสิ่งต่างๆ มีวิญญาณที่เป็นอำนาจเหนือธรรมชาติสิงสถิตอยู่ โดยสามารถดลบันดาลให้ความช่วยเหลือคุ้มครองมนุษย์ได้ อำนาจเหนือธรรมชาติเหล่านี้มาจากสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติและมีลักษณะที่โดดเด่นเป็นพิเศษ เช่น ป่าทึบ เขาใหญ่ ต้นไม้สูงอายุนาน และสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์ เช่น ก้อนหิน เนินดิน เป็นต้น เป้าหมายของการนับถือสิ่งเหล่านี้คือ ความต้องการให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ และให้คนดำรงชีวิตอยู่ได้ ตัวอย่างเช่น ลัทธิในการบูชาภูเขาของพวกเขมรและจาม เป็นต้น ซึ่งเป็นความเชื่ออย่างหนึ่งที่ซ้อนทับไปกับการบูชาพระศิวะซึ่งเป็นเจ้าแห่งขุนเขา

กษัตริย์เขมรถือว่าการสร้างศิวลึงค์ที่ศาสนสถานบนภูเขาถือเป็นการเฉลิมฉลองกษัตริย์ และเป็นสัญลักษณ์แห่งการบูชาเจ้าแห่งภูเขาหรือเทวะอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นผีบรรพบุรุษที่สถิตอยู่ ณ ภูเขา

ในขณะเดียวกัน การสถาปนาศิวลึงค์ตามความเชื่อของกษัตริย์เขมรถือได้ว่าเป็นพัฒนาการทางความคิดในการตีความลัทธิการบูชาภูเขาเสียใหม่ ซึ่งเป็นการผสมผสานความเชื่อพื้นเมืองเข้ากับความเชื่อในศาสนาพราหมณ์

กล่าวคือ กษัตริย์เขมรจะสร้างศิวลึงค์เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพระราชอำนาจ บ้างก็สร้างรูปเคารพบรรพบุรุษให้อยู่ในรูปของเทพเจ้า หรือสร้างปราสาทอันเป็นสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุเพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษ โดยนับตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 เป็นต้นมาได้เกิดจารีตในการสร้างปราสาทและศิวลึงค์บนภูเขาหรือการสร้างปราสาทที่มีรูปทรงคล้ายพีระมิดเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนภูเขา

ดังนั้น ในบางกรณีผีบรรพบุรุษของกษัตริย์จึงได้รับการนับถือจากคนส่วนใหญ่ในสังคมสอดคล้องกับความเชื่อดั้งเดิมที่มีอยู่ ในขณะเดียวกันพระเป็นเจ้าและบรรพบุรุษยังสิงสถิตอยู่บนภูเขาเช่นเดียวกับกษัตริย์เมื่อสวรรคตแล้ว ความเชื่อที่ซ้อนทับกันนี้ทำให้กษัตริย์อยู่ในความเชื่อของคนทั้งสังคม และเสริมสร้างพระราชอำนาจและสถานภาพของกษัตริย์อีกด้วย ซึ่งความเชื่อที่ผสมผสานกันนี้รวมเรียกว่า ลัทธิเทวราชา

ในบันทึกของเอเจียน แอมอนิเย ได้แสดงให้เห็นร่องรอยความเชื่อในการบูชาภูเขาของคนท้องถิ่นเช่นกัน ซึ่งอาจจะมีความหมายที่แตกต่างไปจากการบูชาภูเขาตามความเชื่อของชาวเขมรโบราณ ในบันทึกได้กล่าวว่า คนนำทางจากบ้านมึงมะลู (เบ็งเมลู) ได้ทำพิธีกรรมบูชาเทวดาอารักษ์ประจำป่าดงและภูเขาด้วยการตัดเอาใบตองมารวมกันเข้าเป็นแผ่นๆ แล้วมัดติดกับกิ่งไม้ จากนั้นจึงจุดเทียนและคนที่สูงอายุที่สุดได้ไว้วอนเทวดาอารักษ์ประจำป่าดงและภูเขาว่า “เทพเจ้าทั้งหลาย ขอให้รับทราบว่าพวกเราได้นำคนต่างถิ่นเหล่านี้มาจากเขตล่าง เพื่อมาเยี่ยมชมพระวิหาร ขอบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับโบราณสถาน ขอให้ดูแลรักษาให้พวกเราพ้นจากภัยพิบัติทั้งปวงด้วยเทอญ”

สำหรับข้อมูลในปัจจุบัน นายป่าน กิ่งเกต (เกิดเมื่อ พ.ศ.2468) ได้เล่าให้ฟังว่าชาวบ้านแถบนี้มีความเชื่อเรื่องผีภูเขากันโดยทั่วไปตัวอย่างเช่น การนับถือว่าเขาตาโสมเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเขาพระวิหาร เชื่อว่าเป็นเขาที่มีผีสิงสถิตอยู่

เหตุการณ์หนึ่งที่เห็นได้ชัดถึงการนับถือผีประจำภูเขาและช่องเขาคือเมื่อปีพ.ศ. 2551 ที่ชาวบ้านในเขตตำบลเสาธงชัยได้เกิดปัญหากับกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย นายเชย มาทอง ได้เล่าให้ฟังว่าทางหมู่บ้านได้มีการเล่นแม่มด โดยมีการทรงตาเฒ่า โดนตวล ตาดี และตาเงิด ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผีที่สิงสถิตอยู่ตามแนวภูเขา ตาเฒ่าคือผีตนเดียวกับช่องตาเฒ่า

ปราสาทโดนตวลตั้งอยู่ใกล้กับหน้าผาที่ใช้แบ่งเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา
ปราสาทโดนตวลตั้งอยู่ใกล้กับหน้าผาที่ใช้แบ่งเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา

โดนตวลเป็นชื่อของปราสาทอิฐหลังหนึ่งที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 ชาวบ้านมีตำนานท้องถิ่นว่าปราสาทหลังนี้เป็นที่คุมขังนักโทษ ตาดีเป็นชื่อของบุคคลคนหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่ที่หน้าผา (เป้ย) ตรงปราสาทพระวิหารแล้วตายที่นั่น ส่วนตาเงิดเป็นบุคคลคนหนึ่งที่ไปตายที่ภูเขาเช่นกัน นายเตน ตั้งมั่น เป็นชาวเขมรได้เล่าให้ฟังว่าทุกปีจะมีการเข้าทรงตาโสม ตาเฒ่า และโดนตวล ถือกันว่าเป็น “ผีภูตาภูยาย” หรือผีบรรพบุรุษที่สถิตอยู่ที่ภูเขา การรับรู้เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของภูเขานี้เป็นเรื่องที่บรรพบุรุษรุ่นปู่ย่าตายายเล่าสืบต่อกันมา ในพิธีจะมีการเอาใบไม้ไป “นบ” (ไหว้) เพื่อให้ “อยู่ดีมีแฮง” นอกจากนี้แล้ว ในพิธีกรรมจะมีการทำกองหินขนาดใหญ่เพื่อบูชาอีกด้วย

ดังนั้น กล่าวโดยสรุปได้ว่าชาวบ้านในปัจจุบันยังคงมีการนับถือบูชาภูเขาในฐานะที่เป็นที่สิงสถิตของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ที่อาจเป็นวิญญาณของบรรพบุรุษ มีชื่อเรียกกันว่า “ผีภูตาภูยาย” น่าเสียดายที่เราไม่มีข้อมูลว่าชาวเขมรในเขตประเทศกัมพูชามีความเชื่อแบบเดียวกันนี้ด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าพรมแดนในสมัยโบราณมีลักษณะเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มากกว่าจะสร้างความรู้สึกแบบพรมแดนของรัฐชาติสมัยใหม่ที่สร้างความรู้สึกของการทำผิดกฎหมาย

(คัดมาบางส่วนจาก หนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์ผู้คนบนเส้นพรมแดนเขาพระวิหาร จัดพิมพ์โดย สนพ.มติชน)

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *