ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ทำไม รามเกียรติ์ (เรื่องราวในศาสนาพราหมณ์) ถึงมาวาดในวัดพระแก้ว (พุทธเถรวาท)

รามเกียรติ์ “พุทธ” ในวัดพระแก้ว

ความรับรู้ที่มีต่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ของจิตรกรรมภาพรามเกียรติ์รอบพระระเบียงวัดพระแก้ว ซึ่งวาดขึ้นตามบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ในรัชกาลที่ 1 ส่วนใหญ่มุ่งไปที่การเฉลิมพระเกียรติยศและแสดงพระบุญญาธิการของพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ เพราะสอดคล้องกับทั้งตำแหน่งของวัดพระแก้วในฐานะพระอารามประจำพระบรมมหาราชวังทั้งการวาดภาพโดยอาศัยเค้าโครงจากบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 รวมไปถึงงานศิลปกรรมในรัชกาลที่ 1 ก็เต็มไปด้วยภาพรามเกียรติ์

แต่การอธิบายดังกล่าวก็ยังไม่อาจคลายข้อสงสัยได้ว่าเหตุใดภาพรามเกียรติ์อันเป็นเรื่องราวของพระเป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ จึงเป็นส่วนหนึ่งของงานประดับตกแต่งพระอารามในพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งมีความเคร่งครัดในตัวบทพระอรรถกถาบาลีเป็นสรณะ

นักวิชาการด้านพุทธศาสนศึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องนิกายเถรวาทอุษาคเนย์อย่างฟรองซัว บิซอท (François Bizot) ศึกษาความหมายเชิงสัญลักษณ์ของภาพรามเกียรติ์รอบระเบียงคดของวัดพระแก้ว กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ประกอบกับคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนา

รามายณะทั้งฉบับวาลมิกิและฉบับพื้นบ้านของอินเดีย รามเกียรติ์ทั้งฉบับหลวงและฉบับพื้นบ้านของกัมพูชา และรามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 พบว่ามีภาพรามเกียรติ์ดังกล่าวมีความหมายเชิงสัญลักษณ์สอดคล้องกับการบำเพ็ญวิปัสสนา กัมมฐานของพระโยคาวจร คือ พระภิกษุผู้บำเพ็ญวิปัสสนากัมมฐาน อย่างน่าสนใจแตกต่างจากความรับรู้ของเราอย่างสิ้นเชิง* ดังนี้

ไตรโลกา : กายแห่งพระโยคาวจร
อโยธยา : ที่ตั้งแห่งจิตของพระโยคาวจร
พระราม : จิตของพระโยคาวจร
พระลักษมณ์ : เจตสิกของพระโยคาวจร
หนุมาน : ลมปราณแห่งพระโยคาวจร
สีดา : ดวงแก้วในจิตแห่งพระโยคาวจร
ทศกัณฑ์และพี่น้อง 12 ตน: ปฏิจจสมุปบาท
ท้าวทศรถและมเหสี : บุพการี
ฤษีทั้ง 4 ตน : น ม พ ท หรือธาตุทั้ง 4 อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
การอภิเษกสมรส : การเริ่มมองเห็นดวงแก้ว
การลักพาตัวนางสีดา : ดวงแก้วที่หลุดลอย
เกาะลงกา : ครรภ์แห่งมารดา
วานรสมุนพระราม : การประกอบกุศลกรรมแห่งพระโยคาวจร
ถนนพระราม : สะพานหรือเรือ
พิเภก : ผู้สอนกรรมฐาน
การสู้รบ : การเจริญกรรมฐานของพระโยคาวจร
ความตายของทศกัณฐ์ : การทำลายเครื่องเหนี่ยวรั้งทั้งหลาย
การเนรเทศนางสีดา : ความตายของพระโยคาวจร
ป่า : การฌาปนกิจ
มหาเมฆราช : สัปเหร่อ
พระมงกุฎและพระลบ : นามรูปแห่งพระโยคาวจร
ตอนอวสาน : หนทางแห่งพระนิพพาน

จะเป็นไปได้หรือไม่ที่ภาพรามเกียรติ์ของวัดพระแก้ว อาจมีนัยแห่งความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสายวิปัสสนากัมมฐานของพระโยคาวจรมากกว่าที่เคยเชื่อกัน

ทั้งนี้ การนำเรื่องราวในศาสนาพราหมณ์มาใช้เป็นสื่อสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาปรากฏมาแล้วในภาพสลักรามายณะของปราสาทพิมาย เช่น ภาพทศกัณฐ์ (ราวณะ) บุกยมโลก** และภาพพระลักษณ์รบอินทรชิต*** นัยของภาพล้วนสื่อความหมายสอดคล้องกับเรื่องของธรรมที่ดำรงอยู่ทั้งในหลักการของพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์อย่างไม่แยกออกจากกัน

ที่มา
* http://abhidharma.ru/A/Vedalla/Content/0003.pdf
** http://www.finearts.cmu.ac.th/wp-content/uploads/2012/01/Fine-Art-P-59-90.pdf
***http://www.finearts.cmu.ac.th/wp-content/uploads/2014/02/6-Pitchaya_283-324-nocrop.pdf

(บทความเรื่องนี้นำมาจากเพจ https://www.facebook.com/ArtHistoryClassroom/)

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *