พระที่นั่งอนันตสมาคม “สถาปัตยกรรมหินอ่อนแห่งสยาม”

พระที่นั่งอนันตสมาคม พระที่นั่งหินอ่อนองค์เดียวในสยาม

พระที่นั่งอนันตสมาคม พระที่นั่งหินอ่อนองค์เดียวในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับพระราชวังดุสิต

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๕๐ ซึ่งเป็นวันเดียวกับงานพิธีรัชมังคลาภิเษกสมโภชสิริราชสมบัติครบ ๔๐ ปีบริบูรณ์ของพระองค์ท่านโดยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เขียนกระแสพระบรมราชโองการบรรจุในศิลาพระฤกษ์ด้วย

เมื่อการก่อสร้างดำเนินไปได้ ๒ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ใช้เวลาก่อสร้าง ๘ ปี

ภาพพระราชพิธีเถลิงพระราชมณเฑียร พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๔๕๙ (ภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร)

ศิลปวัฒนธรรมขอนำชมความสวยงามทางสถาปัตยกรรมของพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยคัดความมาจากบทความ “๑๐๐ ปี พระที่นั่งอนันตสมาคมสถาปัตยกรรมแห่งสยาม” เขียนโดย รมิดา โภคสวัสดิ์ และศิริวรรณ อาษาศรี ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน ๒๕๕๙

พระที่นั่งอนันตสมาคม เดิมเป็นนามของพระที่นั่งองค์หนึ่งในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เพื่อเป็นท้องพระโรงสำหรับว่าราชการและเสด็จออกรับราชทูต ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระที่นั่งอนันตสมาคมและหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ทรุดโทรมลงมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อ และเมื่อทรงสร้างพระราชวังดุสิต โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งที่มีนามว่าพระที่นั่งอนันตสมาคมขึ้นใหม่ เพื่อใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับพระราชวังดุสิต พระที่นั่งองค์ใหม่นี้ก่อสร้างเป็นยอดโดมตามแบบสถาปัตยกรรมยุคเรเนอซองส์และนีโอคลาสสิค ตกแต่งด้วยหินอ่อนทั้งองค์ ซึ่งสั่งมาจากเมืองคาราร่า ประเทศอิตาลี ออกแบบโดย นายมารีโอ ตามัญโญ สถาปนิกชาวอิตาลี

รัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคตก่อนที่พระที่นั่งองค์นี้จะก่อสร้างเสร็จ การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ด้วยค่าใช้จ่าย ๑๕ ล้านบาท

พระที่นั่งอนันตสมาคม นับเป็นพระที่นั่งหินอ่อนเพียงองค์เดียวที่มีในประเทศไทย อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ได้บรรยายไว้ในขณะนำชมพระที่นั่งอนันตสมาคม ในงานเปิดตัวดวงตราไปรษณียากรที่ระลึก “๑๐๐ ปี พระที่นั่งอนันตสมาคม” จัดโดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมกับสถาบันสิริกิติ์ ว่า

“หินอ่อนจากเหมืองคาราร่ามหัศจรรย์ตรงที่เป็นเหมืองหินอ่อนเดียวในโลกที่มีหินอ่อนครบทุกสี เหมืองหินอ่อนที่อื่นอาจมีสีเดียว สองสี สามสี ห้าสี หรือสิบสี แต่ที่นี่มีทุกสี ประการที่ ๒ คือ เหมืองหินอ่อนคาราร่าขุดต่อเนื่องกันมาจนถึงนาทีนี้นับเป็นเวลา ๔๐๐ ปี เริ่มทำเหมืองประมาณช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของไทย ซึ่งเหมืองนี้ไม่เคยหยุดขุด และไม่เคยหมด นาทีที่พวกเรานั่งคุยกันตรงนี้ [พ.ศ. ๒๕๕๙] หินอ่อนคาราร่าก็ยังขุดอยู่ ที่สำคัญหินอ่อนที่นำมาสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม เนื้อหินอ่อนสีขาวเป็นสีขาวบริสุทธิ์อย่างที่เราเห็นกันแบบนี้ เหมืองอื่นจะไม่มีสีขาวเท่านี้ เนื้อลายมากกว่านี้”

“พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เสด็จกลับจากราชการทัพเมืองเขมร” ภาพบนเพดานโดม ด้านทิศเหนือของพระที่นั่งอนันตสมาคม

จุดเด่นของพระที่นั่งอนันตสมาคม คือ มีหลังคาโดมใหญ่อยู่ตรงกลาง และมีโดมเล็กๆโดยรอบอีก ๖ โดม รวมทั้งสิ้นมี ๗ โดม โดยโดมทั้งหมดทำขึ้นจากทองแดง ขนาดขององค์พระที่นั่งส่วนกว้างประมาณ ๔๙.๕๐ เมตร ยาว ๑๑๒.๕๐ เมตร และสูง ๔๙.๕๐ เมตร

ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคมบนเพดานโดมมีภาพเขียนเฟรสโก เป็นงานจิตรกรรมเทคนิคการเขียนสีบนปูนเปียก ซึ่งภาพจะติดทนกว่าภาพที่เขียนบนปูนแห้ง เป็นภาพแสดงถึงพระราชกรณียกิจและเหตุการณ์สำคัญในราชวงศ์จักรี ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จำนวน ๖ ภาพ โดยจิตรกรชาวอิตาลี นายกาลีเลโอ กีนี นาย ซี. รีกูลี

เพดานโดมด้านทิศเหนือ เป็นภาพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เสด็จกลับจากราชการทัพเมืองเขมร

เพดานโดมด้านทิศตะวันออก เป็นภาพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำนุบำรุงบ้านเมือง

เพดานโดมด้านทิศตะวันตก เป็นภาพเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำนุบำรุงศาสนา พระองค์ประทับเบื้องหน้าพระพุทธชินสีห์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ภาพเขียนพระภิกษุและนักบวชต่างชาติศาสนานิกายต่างๆ แสดงนัยมิได้ทรงกีดกันลัทธิศาสนาอื่นใด ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาโดยไม่รังเกียจกีดกัน

เพดานโดมด้านทิศใต้ของท้องพระโรงกลาง เป็นภาพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานอภัยทาน และทรงประกาศเลิกทาส

“พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานอภัยทาน และทรงประกาศเลิกทาส” ภาพบนเพดานโดมด้านทิศใต้ของท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งอนันตสมาคม

เพดานโดมด้านทิศตะวันออกของท้องพระโรงกลาง เป็นภาพเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกประทับ ณ พระที่นั่งบุษบกมาลาที่มุขเด็จ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔

เพดานโดมกลาง ซึ่งเป็นโดมใหญ่ที่สุด มีจารึกพระปรมาภิไธยย่อ “จปร.” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เพดานนับจากใต้โดมตลอดทั้งบริเวณท้องพระโรงกลางมีจารึกพระปรมาภิไธยย่อ “จปร.” สลับกับ “วปร.” อันเป็นพระปรมาภิไธยย่อของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระที่นั่งอนันตสมาคมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้สอยในฐานะเป็นท้องพระโรงของพระราชวังดุสิต เช่น เป็นมงคลสถานจัดงานพระราชพิธี หรืองานพระราชทานเลี้ยงในโอกาสสำคัญต่างๆ หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ พระที่นั่งอนันตมหาสมาคมถูกใช้เป็นที่ประชุมรัฐสภาครั้งแรก และในฐานะอาคารรัฐสภาของสยามประเทศ ทุกครั้งที่มีรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมสภา พระราชพิธีฉลองรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รัฐสภาได้ใช้พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นสถานที่จัดงานพระราชพิธีและรัฐพิธี

๑๐๐ ปีที่ผ่านมา พระที่นั่งอนันตสมาคมมีเรื่องราวประวัติศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใช้ประชุมรัฐสภาแห่งแรกของสยาม และเหตุการณ์ครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ คือ เป็นสถานที่ประกอบงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองวาระครบรอบ ๖๐ ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระที่นั่งอนันตสมาคมสถาปัตยกรรมหินอ่อนแห่งเดียวในสยาม จึงนับได้ว่าเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย

 

คัดความจากบทความ “๑๐๐ ปี พระที่นั่งอนันตสมาคมสถาปัตยกรรมแห่งสยาม” เขียนโดย รมิดา โภคสวัสดิ์ และ ศิริวรรณ อาษาศรี. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน ๒๕๕๙

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 20 กันยายน พ.ศ.2560

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_11626

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *