เมืองเชียงทอง ในขุนช้างขุนแผน อยู่ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

“พลายแก้ว(ขุนแผน) ได้นางลาวทองกลับกรุงศรีอยุธยา” จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องขุนช้างขุนแผนที่ระเบียงคดรอบวิหารหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี จิตรกรผู้วาดภาพ เมืองสิงห์ จันทร์ฉาย

“เมืองเชียงทอง” ในกลอนเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นเมืองในจินตนาการของคนแต่งปัจจุบันคือบ้านจอมทอง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ผมเคยเขียนเล่าไว้เป็นตอนๆ เมื่อ 19 ปีก่อน ต่อมารวมพิมพ์ในเล่มขุนช้างขุนแผน แสนสนุก (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2545 หน้า 96-105) จะคัดตามต้นฉบับเดิมมาให้อ่านทั้งหมด ดังนี้

เมืองเชียงทอง อยู่เชียงใหม่

เชียงทอง เป็นชื่อที่มีมงคล คนโบราณจึงนิยมเรียกเป็นชื่อเมือง

เมืองเชียงทอง ที่มีความเป็นมาเก่าแก่และมีประวัติศาสตร์แน่นอนอยู่มีหลวงพระบาง เป็นชื่อเมืองเก่ามีมาก่อนหลวงพระบาง เดิมเป็นเมืองคู่เรียกชื่อเชียงดงกับเชียงทอง มีวัดเชียงทองเป็นวัดสำคัญ ทุกวันนี้ก็ยังมีความสำคัญ ต่อมามีชื่อเชียงเงินด้วย อยู่ใกล้ๆ หลวงพระบาง

เชียงทองอีกแห่งหนึ่งอยู่เขตอำเภอเมืองฯ จังหวัดตาก อยู่ใต้ตัวจังหวัดตากลงมาตามริมแม่น้ำปิงมีชื่ออยู่ในจารึกสมัยสุโขทัย แสดงว่าเป็นเมืองเก่าถึงยุคสุโขทัย เคยพบเศษมโหระทึกด้วย จึงน่าเชื่อว่าเป็นหลักแหล่งโบราณ

แต่ทั้งสองแห่งไม่ใช่เมืองเชียงทองในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน

เมืองเชียงทองในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนน่าจะเป็นเมืองสมมุติที่ไม่เคยมีตัวตนจริงๆ แต่คนแต่งเสภาคิดขึ้นมาเอง ถือเป็นเมืองในจินตนาการ แต่เป็นจินตนาการที่สร้างขึ้นจากภูมิประเทศจริงที่อยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงของเชียงใหม่-ลำพูน ซึ่งน่าเชื่อว่าจะอยู่แถบอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

กลอนเสภาบอกว่าเมื่อพลายแก้วระดมพลทั้งสามเมือง คือ “กำแพงระแหงเถิน” แล้ว ก็ยกทัพเข้าถึงเมืองเชียงทอง ดังนี้

จัดพลเสร็จสรรพทั้งสามเมือง   ยกเครื่องของเลี้ยงอยู่อึงมี่

ครั้นได้พิชัยฤกษ์ดี   ตีฆ้องลั่นปืนเป็นสำคัญ

โห่ร้องเอิกเกริกเลิกทัพ   จับอาวุธถือกับมือมั่น

ช้างม้าอัดแอแจจัน   ทั่งถึงเขตขัณฑ์เมืองเชียงทอง

ให้กองหน้าเที่ยวค้นพวกเชียงใหม่   พบที่ไหนไล่กระหน่ำทุกบ้านช่อง

ห้ำหั่นฟันตายลงก่ายกอง   ข้าวของขนริบพัลวัน

เมื่อพิจารณาตามเส้นทางโบราณ จะพบว่าเมื่อถึงเมืองเถิน ทางหนึ่งเมืองลำปาง แต่อีกทางหนึ่งผ่านเมืองลี้ ไปเมืองลำพูนกับเมืองเชียงใหม่ เมื่อถึงเมืองเถินแล้วข้ามเทือกเขาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือก็จะลงที่ราบเมืองลี้ จากตรงนี้จะเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงขึ้นไปถึงลำพูนและเชียงใหม่ได้สะดวก

เมื่อพลายแก้วยกทัพถึงเมืองเชียงทอง ได้ประจัญหน้ากับนายทัพเชียงใหม่ แล้วโต้ตอบกัน นายทัพเชียงใหม่บอกว่าเมืองเชียงทองเป็นลาวด้วยกันกับเชียงใหม่ ไม่ใช่ไทย เชียงทองเป็นเขตของเชียงใหม่ต่างหาก

แดนลาวต่อลาวเขาขึ้นกัน   อ้ายเชียงทองนั้นหาตรงไม่

โกหกยกเมืองไปขึ้นไทย   เจ้าเขชียงอินทร์จึงใช้ให้เรามา

นอกจากนั้นนายทัพเชียงใหม่ยังย้ำอีกว่า

ว่าเมืองเชียงทองแต่บุราณ   ถิ่นฐานเคยขึ้นกับเชียงใหม่

มันหากคิดคบขบถไป   จึงมีภัยถึงเวียงเมืองเชียงทอง

เขาจะทำกันประสาข้ากับเจ้า   ใช่ธุระอย่าเข้ามาเกี่ยวข้อง

ขืนสู่รู้ปั้นล่ำทำคะนอง   อย่านึกปองว่าจะรอดไปเป็นคน

ว่าแล้วกองทัพอยุธยากับเชียงใหม่ก็รบกัน

กลอนเสภาบรรยายฉากรบกันไว้ตื่นเต้นดี แถมมีคำด่าทออย่าง “หมาซี้แม่” และแสดงอาการ “ขี้เล็ด” ไว้ด้วยดังนี้

พลายแก้วแววไวใจกล้า   รีบเร่งอาชากระทืบส่ง                                  

มือถือดาบประทานผลาญณรงค์   ตรงใส่สันบาดาลที่นำกอง

ฟันฉับลาวรับด้วยปลายทวน   แทงสวนหลบได้ด้วยไวว่อง               

ลาวไพล่พลาดถลานัยน์ตาพอง   ร้องหมาซี้แม่แร่เข้ามา                        

พลายแก้วฟาดฟันสนั่นฉับ   คอพับตะพายแล่งตลอดบ่า                        

ฟ้าลั่นแลเห็นเข่นอาชา   ตรงเข้าฟันพระยากำแพงเพชร          

ฉับเปล่าไม่เข้าพลัดตกม้า   พลายแก้ววางร่ามาระเห็จ                              

ฟันถูกฟ้าลั่นหันขี้เล็ด   หัวเด็ดตกม้าลงมาดิน

แล้วกองทัพเชียงใหม่ก็แตกพ่ายไป สนุกดีครับ ฉากรบกัน นี่แหละ กลอนเสภามันถึงอกถึงใจอย่างนี้แหละ คนสมัยก่อนถึงชอบฟัง

กองทัพเชียงใหม่ไม่ได้มากองทัพเดียว แต่เกณฑ์กองทัพเมืองบริวารมาช่วยรบด้วย คือกองทัพเมืองลำปางกับกองทัพเมืองลำพูน ดังกลอนเสภาบอกว่า

เมืองนครลำปางไม่ต่อสู้   ชาวมืองหนีพรูไม่อยู่ได้

เมืองลำพูนผู้คนด้นเข้าไพร   ทัพไทยอยู่ค่ายสบายครัน

เมื่อกองทัพเชียงใหม่และพรรคพวกแตกพ่ายไปแล้ว พลายแก้วก็สั่งให้ตามตีสกัดเพื่อกวาดเสบียง และทรัพย์สินเครื่องศาสตราวุธต่างๆ แต่ไม่ให้ทำร้ายพวกบ้านจอมทอง ดังกลอนบอกว่า

เที่ยวสกัดตัดทางไปเชียงอินทร์   ค้นเก็บทรัพย์สินเป็นจ้าละหวั่น

แต่บ้านจอมทองช่วยป้องกัน   ไม่มีชาวทัพนั้นทำร้ายใคร

นี่ไงเมืองเชียงทองมีหมู่บ้านสำคัญชื่อบ้านจอมทอง

ทั้งหมดที่ผมเล่ามานี้ก็เพื่อจะบอกว่า เมืองเชียงทองในจินตนาการของคนแต่งเสภาขุนช้างขุนแผนตอนนี้ก็คือบ้านจอมทอง ปัจจุบันคืออำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีวัดพระธาตุจอมทองเป็นศูนย์กลาง

ที่นี่เอง พลายแก้วได้นางลาวทองกลับกรุงศรีอยุธยา แล้วเกิดเรื่องราวมากมายจนชีวิตผกผันเป็นเสภาขุนช้างขุนแผนยืดยาว

“พลายแก้ว(ขุนแผน) ได้นางลาวทองกลับกรุงศรีอยุธยา” จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องขุนช้างขุนแผนที่ระเบียงคดรอบวิหารหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี จิตรกรผู้วาดภาพ เมืองสิงห์ จันทร์ฉาย

บ้านจอมทอง ขึ้นเมืองลำพูน

ผมบอกไว้คราวก่อนแล้วว่า เมืองเชียงทองในจินตนาการของคนแต่งเสภาขุนช้างขุนแผน ก็คือบ้านจอมทอง ปัจจุบันคืออำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีวัดพระธาตุจอมทองเป็นศูนย์กลาง ที่นี่เองพลายแก้วได้นางลาวทองกลับกรุงศรีอยุธยา แล้วเกิดเรื่องราวมากมายจนชีวิตผกผันเป็นเสภาขุนช้างขุนแผนยืดยาว

แต่แล้วก็เกิดสับสน เพราะกลอนเสภาบอกว่าบ้านจอมทองขึ้นอยู่กับเมืองลำพูน ดังตอนที่พลายแก้วตีเมืองเชียงทองได้แล้ว และนายบ้านจอมทองยกลูกสาวชื่อลาวทองให้เป็นเมียพลายแก้ว ฝ่ายพลายแก้วถามนางลาวทองว่าทำไมเมื่อมีศึกยกมาแล้วไม่หนีไปที่อื่น นางวันกับนางเวียงพี่เลี้ยงนางลาวทองตอบว่า

ทั้งสองพี่เลี้ยงจึงเบี่ยงบ่าย   ยิ้มพรายตอบความไปตามที่

วันเมื่อทัพไทยไล่ตี   หนีไม่ทันด้วยว่าไม่รู้ตัว

อนึ่งก็ขึ้นกับลำพูน   ไม่มีมูลเหตุศึกสงบทั่ว

จึงปกป้องครองทรัพย์และครอบครัว   หนีไปก็กลัวจะม้วยมรณ์

ตรงนี้อธิบายตามภูมิศาสตร์ได้ว่า บ้านจอมทองมีหมู่บ้านอยู่จริงที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านอยู่ริมแม่น้ำปิง และน่าจะเป็นหมู่บ้านใหญ่เป็นที่รู้จักทั่วไป เพราะมีพระธาตุจอมทองประดิษฐานอยู่จนทุกวันนี้

แต่เมืองเชียงทองไม่มีจริงที่ลุ่มแม่น้ำปิงตอนนี้ หากมีอยู่ริมแม่น้ำปิงที่จังหวัดตาก ฉะนั้นเมืองเชียงทองที่เชียงใหม่จึงเป็นเมืองที่คนแต่งเสภาสร้างจินตนาการขึ้นมาเองจากชื่อบ้านจอมทอง แล้วยกบ้านจอมทองให้เป็นหมู่บ้านที่ขึ้นกับเมืองลำพูน

สมัยโบราณยังไม่ได้แบ่งเขตการปกครองเป็นจังหวัดและอำเภอ บ้านจอมทองอยู่ริมแม่น้ำปิงใกล้ลำพูนมากกว่าเชียงใหม่ คนแต่งเสภาจึงยกบ้านจอมทองให้ขึ้นกับลำพูน

ความสับสนยังมีต่อไปอีก คือกลอนเสภาบอกว่านางลาวทองจะปักม่านแล้วปั้นรูปถวายวัดเจดีย์หลวง เมืองลำพูน เพื่ออุทิศส่วนกุศลเนื่องด้วยจะต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนลงไปอยู่อยุธยากับพลายแก้ว

แต่วัดเจีดย์หลวงไม่มีในเมืองลำพูน หากมีในเมืองเชียงใหม่

ทั้งหมดนี้เห็นจะเป็นด้วยคนแต่งเสภาขุนช้างขุนแผนตอนนี้เป็นคนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อาจเป็นชาวบางกอกที่ไม่เคยไปเห็นเมืองเชียงใหม่ คงได้ยินแต่ชื่อเสียงเท่านั้น จึงวางสถานที่อย่างกว้างๆ แล้วยกเอาชื่อวัดสำคัญเมืองเชียงใหม่ไปไว้ที่เมืองลำพูน

ไหนๆ ก็เล่ามาถึงขั้นนี้แล้ว ก็จะขอเล่าว่านางลาวทองมีฝีมือปักม่านด้วย ไม่ใช่มีแต่นางพิมพิลาไลยเท่านั้น ดังกลอนเสภาพรรณนาว่า

ตัวเราสิจะลงไปเมืองใต้   เมื่อไรจะคืนขึ้นมาบ้าน

ฝีมือปักทำเราชำนาญ   จะปักม่านไว้ให้เห็นประจักษ์ตา

ถวายไว้ในวัดเมืองลำพูน   ให้เป็นเค้ามูลไปเบื้องหน้า

สองพี่หาผ้าเนื้อดีมา   จัดหาสิ่งของด้วยทันใด

ตำต้มประสมแล้วย้อมผืน   สดชื่นม่วงมันด้วยเนื้อไหม

เข้าสะดึงกรึงมุมเสมอไป   นางก็นั่งตั้งใจด้วยปรีดา

สองนางพี่เลี้ยงเคียงข้าง   งหราชฤทธิรอนระเหิดตาม

มิ่งม้าแม้นม้าพลาหก   ผจงยกย่ำย่างกลางสนาม

ล้วนประดับประดาเครื่องม้างาม   บ้างขี่โคโตหลามกระบวนทัพ

ปักเป็นธงหน้าคลาเคลื่อน   เมฆเกลื่อนอาทิตย์ก็มิดดับ

เทพทุกราศีก็หนีลับ   ระยับด้วยทองถมทุกแห่งไป

ที่ม่วงก็ม่วงเป็นมันแสง   ที่แดงก็แดงดังชาดใส่

ต้นไม้ไสวพริ้งทั้งกิ่งใบ   ปักนกหกไล่ไต่ตามกัน

สารพัดหยัดยืนเหมือนอย่างเป็น   แลเขม้นจิกกินแล้วบินผัน

ปักเขาสุทัศน์สัตภัณฑ์   วินันตกการวิกยุคันธร

ถัดมาห้าแถวแนวสมุทร   คงคาใสสุดแลสลอน

เป็นละลอกกระฉอกชโลธร   ฝูงกินนรวิทยามาอาบกิน

ปักเป็นบัวบานตระการตา   ภุมราบินร่อนกระพือผิน

ปักเป็นสัตว์จัตุบาทดาษดิน   กินรินร่อนร่าอยู่เรียงราย

นางลาวทองจะเอาม่านไปถวายวัดเจดีย์หลวงเมืองลำพูน แล้วจะปั้นรูปตัวเองไว้ด้วย เพื่อเป็นที่ระลึกให้พ่อแม่คลายความทุกข์

จะถวายไว้ในวัดเจดีย์หลวง   ด้วยตัวนี้จะล่วงไปเวียงใต้

แล้วจะปั้นรูปทรงจำนงใจ   เชิญไปด้วยข้อยหน่อยเถิดรา

พ่อแม่แก่เถ้าเป็นทุกข์ถึง   จะค่อยคลายคะนึงด้วยรูปข้า

บ้านกับวัดใกล้พอไปมา   จะจารึกรูปข้า…

ว่าแล้วก็ให้ช่างปั้นรูปในเจดีย์วัดหลวงเมืองลำพูน ดังนี้

ลาวทองสองนางก็ตามมา   บ่าวข้าเดินตามงามไสว

พวกชายตามหลังสะพรั่งไป   เข้าในวัดเมืองลำพูนพลัน

กราบพระนมัสการแล้วออกมา   จัดได้นายสาเป็นช่างปั้น

ข้าไทโขลกปูนพร้อมมูลกัน   นํ้าเชื้อโมงนั้นทั้งหนังวัว

เหนียวดีแล้วขยี้ขยำปั้น   นั่งดูอยู่ด้วยกันทั้งเมียผัว

ปั้นเหมือนสนิทไม่ผิดตัว   งามดีถ้วนทั่วทั้งกายา

แล้วจารึกรูปว่าชื่อลาวทอง   เรียกสองพี่เลี้ยงเข้ามาหา

กราบกรานม่านคลี่ด้วยปรีดา   ร้อยสายสอดมาค่อยผูกพัน

แล้วนั่งลงพินิจพิษฐาน   ขอเดชะม่านข้าสร้างสรรค์

ปักเสร็จสิ้นผืนคืนกับวัน   กางกั้นถวายพระปฏิมากร

เป็นปัจจัยให้ถึงพระนิพพาน   สมบัติพัสถานอย่าย่อหย่อน

แม้นตายวายชีพม้วยมรณ์   ขอให้จรฟากฟ้าสุราลัย

อนึ่งนั้นรูปปั้นกับม่านนี้   ร้อยปีอย่าให้สาบสูญได้

ถ้าว่าเมืองลำพูนสูญเมื่อใด   จึงให้สาบสูญไปตามกัน

กวีที่แต่งเสภาตอนนี้น่าจะเป็นช่างฝีมือด้วย เพราะรู้งานปักสะดึงกรึงไหม แล้วก็งานปั้น

แต่การปั้นรูปไว้เป็นที่ระลึกนี้ไม่ใช่ประเพณีสยามแต่โบราณ น่าจะเป็นแบบแผนที่รับมาจากตะวันตกยุคต้นกรุงเทพฯ นี้เอง จะเป็นไปได้ไหมว่ากวีที่แต่งเสภาตอนนี้คือเสมียนมี ที่เป็นช่างเขียนรูปหรือเป็นช่างสมัยรัชกาลที่ 3 เพราะเคยรับจ้างเขียนรูปฝาผนังวัดเครือวัลย์ ฝั่งธนบุรี แล้วเขียนเป็นกลอนเพลงยาวยอพระเกียตริรัชกาลที่ 3 บอกไว้

ข้อสำคัญคือนักเลงค้าของเก่าอย่าไปรื้อวัดหาม่านกับรูปปั้นนางลาวทองที่เมืองเชียงใหม่กับเมืองลำพูนเลย เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องจริง หากเป็นนิยาย

แล้วก็อย่าอุตริปั้นรูปนางลาวทองตามนิมิตอย่างวาดรูปพระสุพรรณกัลยาอีกล่ะ บาปเปล่าๆ

 

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 เมษายน 2565

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_66573

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *