รู้ไหมว่า “มหาสารคามเคยมีสนามบิน”…แล้วทำไมถึงเปลี่ยนไป?

เครื่องบินที่มาแสดงในงานเปิดสนามบินที่มณฑลร้อยเอ็ด วันที่ 7 เมษายน 2465 (ภาพจากการค้นคว้าของ คุณวีระ วุฒิจำนงค์)

จังหวัดมหาสารคามตั้งอยู่กึ่งกลางของภาคอีสาน เป็นจังหวัดขนาดเล็กมีพื้นที่เป็นลำดับที่15 ของภาคอีสาน จังหวัดมหาสารคามมีพัฒนาการตั้งขึ้นเป็น “เมืองมหาสารคาม” เมื่อ พ.ศ. 2408 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประชาชนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา และประกอบอาชีพด้านกสิกรรม ดำรงชีวิตตามขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี “ฮีตสิบสอง คองสิบสี่” ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายมีการไปมาหาสู่กัน ช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกันตามแบบของคนอีสานทั่วไป

เมื่อปี พ.ศ. 2464 ในยุคของ พระยาสารคามคณาภิบาล (ทิพย์ โรจน์ประดิษฐ์) เจ้าเมืองคนที่ 7 (พ.ศ.2462 – 2466) ทางราชการเมืองมหาสารคามจึงได้มีการก่อสร้างสนามบินประจำจังหวัดในมณฑลร้อยเอ็ด ขึ้นที่บริเวณหนองข่า ปัจจุบันส่วนหนึ่งคือโรงพยาบาลสุทธาเวช โดยทางราชการได้รับความร่วมมือจากประชาชนชาวจังหวัดมหาสารคามและผู้ต้องขังในเรือนจำมหาสารคาม ช่วยกันตัดไม้ถางวัชพืชทำความสะอาด แล้วช่วยกันก่อสร้างสนามบินมหาสารคามจนแล้วเสร็จ และยังได้ร่วมบริจาคเงินให้กับทางราชการ เพื่อเป็นกำลังทรัพย์บำรุงกำลังของกองทัพอากาศส่วนหนึ่งในการก่อสร้างสนามบิน ซึ่งการบริจาคได้รับการตอบรับ และร่วมมือจากประชาชนในมณฑลร้อยเอ็ดและชาวเมืองมหาสารคามเป็นอย่างดี ดังในคำแถลงการณ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต องค์เสนาธิการทหารบก เรื่องแสดงการบินในมณฑลร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2465 ว่า

…ประชาชนในมณฑลนี้เห็นประโยชน์ของการบินอันเป็นกำลังของชาติบ้านเมืองอย่างแน่แท้ เมื่อคิดดูว่ามณฑลนี้เป็นมณฑลชั้นนอกมีเพียง 3 จังหวัดเท่านั้น ก็ยังได้เงินมากมายอย่างน่าพิศวงเพียงนี้ แสดงให้เห็นประจักษ์ว่าประชาชนในมณฑลร้อยเอ็ดเต็มไปด้วยความมุ่งหมายที่จะช่วยบำรุงกำลังของชาติให้เจริญยิ่งขึ้นตามลำดับ ไม่สักแต่กล่าวด้วยวาจาว่า รักชาติ…” (กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารส่วนบุคคล. สบ. 2.47/69 บันทึกรายงานเสด็จตรวจราชการมณฑลภาคอีสานของจอมพลสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมนครสวรรค์วรพินิต. 2465)

ได้เงินบริจาคทั้งสิ้น 225,300 บาท 20 สตางค์ เมื่อการก่อสร้างสนามบินได้เสร็จเรียบร้อย สมุหเทศาภิบาลมณฑลร้อยเอ็ดได้แจ้งความประสงค์ต่อกระทรวงกลาโหม ขอให้นักบินนำเครื่องบินไปแสดงให้พลเมืองดูเพื่อเป็นการปลุกใจให้เห็นประโยชน์ของการบิน และได้จัดงานเปิดสนามบินมหาสารคามอย่างใหญ่โต มีการเก็บบัตรค่าผ่านประตู ในวันที่ 7 เมษายน 2465 นายร้อยเอกหลี สุวรรณานุช นายหัวหน้านักบิน ได้นำเครื่องบินจากสนามบินจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 5 เครื่อง ไปลงที่สนามบินจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดมหาสารคาม เปิดให้ประชาชนเข้าดูตัวเครื่องบิน ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ได้มีผู้คนเข้ามาดูเครื่องบินและมาเที่ยวงานเปิดสนามบินอย่างไม่ขาดสาย

เครื่องบินชนิดเบรเกต์ (Breguet 14B) ชนิดปีกสองชั้น (ภาพจาก http://www.atom.rmutphysics.com/charud /oldnews/241/index241-13.htm)

จากนั้นในวันที่ 8 และวันที่ 9 เมษายน นักบินได้นำเครื่องบินขึ้นแสดงในอากาศและบินลงรับคนโดยสารขึ้นเครื่องบินพาไปในอากาศวิถี การที่ประชาชนในมณฑลร้อยเอ็ด (ร้อยเอ็ด มหาสารคามและกาฬสินธุ์) ได้เต็มใจช่วยกันบริจาคทรัพย์บำรุงกำลังทางอากาศเป็นจำนวนเงินบริจาคทั้งสิ้น 225,300 บาท 20 สตางค์ และเพื่อให้เป็นเครื่องหมายแสดงถึงคุณงามความดีในความสามัคคีพร้อมเพรียง กระทรวงกลาโหมจึงได้จารึกอักษรไว้ที่เครื่องบินชนิดเบรเกต์ (Breguet 14B) ของกรมอากาศยานสำหรับใช้ในกิจการไปรษณีย์และการอื่นๆเป็นจำนวน 9 เครื่องว่า มณฑลร้อยเอ็ด 1 – 9

นอกจากจะมีเครื่องบินมณฑลประจำมณฑลร้อยเอ็ดทั้ง 9 ลำแล้ว ยังมีเครื่องบินอีกลำหนึ่งที่สำหรับใช้ในกิจการไปรษณีย์และการอื่นๆลำใหญ่กว่าเครื่องบินธรรมดา มีชื่อว่า ขัติยะนารี จากบันทึกในหนังสืออดีตรำลึก ของคุณแม่บุญมี คำบุศย์ ที่จัดพิมพ์แจกในงานวันเกิดครบ 7 รอบเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 บันทึกไว้ว่า

หน้าที่หลักของเครื่องบินก็คือเดินเมล์อากาศจากกรุงเทพฯ โคราช ร้อยเอ็ด นครพนม มหาสารคาม อุบลราชธานีและอุดรธานี ข้าพเจ้าเคยเห็นเครื่องบินพยาบาลมาลงที่สนามบินเป็นสีขาวมีกากบาทสีแดง ลำใหญ่กว่าเครื่องบินธรรมดาชื่อ ขัติยะนารี ในว่าบริจาคโดยแม่หญิงขอนแก่นนำโดยคุณหญิงภรรยาผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนชักชวนเรี่ยไร”

ในเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ.2465 กรมอากาศยานร่วมมือกับกรมไปรษณีย์โทรเลข เปิดสายการเดินอากาศไปรษณีย์ สายที่1 เป็นการทดลองในเส้นทางจังหวัดนครราชสีมา-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-อุบลราชธานี ตามพระดำริของเสนาธิการทหารบก โดยเครื่องบินที่ใช้ทำการขนส่งพัสดุทางอากาศคือเครื่องบินชนิดเบรเกต์ โดยเริ่มเที่ยวบินแรกในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2465 เวลา 8.00 น.เครื่องบินเครื่องที่ 1 ออกจากนครราชสีมาไปยังมหาสารคามและร้อยเอ็ด เครื่องบินแต่ละเครื่องดังกล่าวได้บินต่อไปยังอุบลราชธานีและนครราชสีมาตามลำดับ

ต่อมากรมไปรษณีย์โทรเลขจึงได้ประกาศเปลี่ยนจากการทดลองเป็นการเดินอากาศไปรษณีย์ประจำ จึงมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา “คำแถลงการณ์ของกรมเสนาธิการทหารบก เรื่อง สนามบินสำหรับจังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดมหาสารคาม” แจ้งความ ณ วันที่  24  มิ.ย. 2465 (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ราชกิจจานุเบกษา คำแถลงการณ์ของกรมเสนาธิการทหารบก เรื่อง สนามบินสำหรับจังหวัดกาฬสินธุ์และจังหวัดมหาสารคาม. เล่มที่ 39 หน้า 902- 903 วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2465) และเริ่มใช้งานการเดินอากาศประจำตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2466

ต่อมาในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2466 กรมอากาศยานและกรมไปรษณีย์โทรเลขได้เปิดการเดินอากาศไปรษณีย์สายที่ 2 ระหว่างจังหวัดนครราชสีมา มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อุดรธานีและหนองคาย โดยเริ่มเที่ยวบินแรกในวันที่ 3 ธันวาคม 2466

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต

ในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2469 จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสด็จมาตรวจราชการที่มณฑลภาคอีสานและมณฑลนครราชสีมา พระองค์ได้ทรงเสด็จโดยเครื่องบินจากจังหวัดนครราชสีมามาลงที่สนามบินจังหวัดมหาสารคาม ดังในรายงานตรวจราชการมณฑลภาคอีสานและนครราชสีมา ส่วนว่าด้วยการเมืองและการพรรณนาทั่วไปในเดือนธันวาคม พ.ศ.2469 ว่า

“…แทนที่จะไปมัวเดินทางเกวียนอยู่ตั้ง 10 วัน ทั้งมีนิยมว่าในการที่จะถือเงินทองจำนวนมากไปมา ไปทางเครื่องบินเป็นที่ปลอดภัยดีกว่าไปทางเกวียน มีข้อแปลกประหลาดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ในภาคอีสานนี้ราษฎรรู้จักเครื่องบินก่อนรถยนต์ เพราะเครื่องบินได้ขึ้นมาแสดงตั้งแต่ พ.ศ. 2465แล้ว ไม่ช้านักก็เดินอากาศไปรษณีย์ แต่รถยนต์เพิ่งได้มีขึ้นมาเป็นครั้งแรกต่อใน พ.ศ. 2466…” (กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารส่วนบุคคล. สบ. 2.47/69 บันทึกรายงานเสด็จตรวจราชการมณฑลภาคอีสานของจอมพล สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมนครสวรรค์วรพินิต. 2470)

เมื่อพระองค์ได้ทรงเสด็จโดยเครื่องบินมาลงจอดที่สนามบินมหาสารคามแล้ว เหล่าข้าราชบริพารประชาชนชาวจังหวัดมหาสารคาม ถวายต้อนรับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น แล้วพระองค์ก็ได้เสด็จขึ้นรถยนต์พระที่นั่งต่อไปยังจังหวัดร้อยเอ็ด ประชาชนชาวเมืองมหาสารคามได้เดินเท้าส่งเสด็จพระองค์ถึงบ้านส่องนางใย

ในปี พ.ศ. 2468 มีการสร้างสนามบินมหาสารคามแห่งที่ 2 ขึ้น มหาเสวกโท พระยารณชัยชาญยุทธ สมุหเทศาภิบาลมณฑลร้อยเอ็ดได้ดำริการสร้างสนามบินระหว่างทางสายอากาศไปรษณีย์ เป็นสนามบินสำรองของทางราชการขึ้น กรมการอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยและกรมการอำเภอวาปีปทุม จึงได้พาประชาชนในท้องที่ทั้ง 2 อำเภอ ตัดถางวัชพืชทำความสะอาดและก่อสร้างสนามบินขึ้นที่สนามทางทิศใต้ของบ้านยางศรีสุราช ต.ดงบัง อ.พยัคฆภูมิพิสัย (ปัจจุบันคือบ้านยาง อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม) เพื่อใช้เป็นสนามบินสำรองของทางราชการ “ดังประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 17 พฤษภาคม 2468 เล่ม 42 หน้า 456  แจ้งความกระทรวงกลาโหม เรื่องสนามบินตำบลดงบัง อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ว่าทางกระทรวงกลาโหมได้รับสนามบินตำบลดงบัง อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย เพื่อเป็นสนามบินสำรองของทางราชการเอาไว้ใช้ในราชการเรียบร้อยแล้ว” (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ราชกิจจานุเบกษา แจ้งความกระทรวงกลาโหม เรื่องสนามบินตำบลดงบัง อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เล่ม 42 หน้า 456  วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2468)

แต่จากเอกสารหลักฐานของทางราชการและจากคำบอกเล่าของคนท้องถิ่น ไม่ปรากฏว่ามีเครื่องบินเดินอากาศไปรษณีย์ได้ไปใช้และลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินแห่งนี้เลย และหลังจากที่สร้างสนามบินสำรองนี้ขึ้นมาในช่วงระยะเวลาที่ไม่นาน กิจการการเดินอากาศไปรษณีย์ของทางราชการก็ได้เลิกกิจการไปในปี พ.ศ. 2472

ปี พ.ศ. 2472 เมื่อกรมรถไฟหลวงได้เปิดเดินรถไฟสายจังหวัดนครราชสีมา-อุบลราชธานีขึ้น การคมนาคมระหว่างจังหวัดทั้งสองพ้นจากความกันดาร ไปรษณีย์ส่งไป-มาได้ทุกวัน กรมอากาศยานและกรมไปรษณีย์โทรเลข จึงได้เลิกการบินไปรษณีย์สายที่ 1 เส้นทางจังหวัดนครราชสีมา-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-อุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2472 เป็นต้นมา

ต่อมาปี พ.ศ. 2474 เมื่อกรมอากาศยานได้รับคำสั่งจากกระทรวงกลาโหม ให้เลิกกิจการการบินไปรษณีย์และมอบให้กระทรวงพานิชย์และคมนาคมดำเนินการต่อไป ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2474 จากนั้นมาสนามบินในมณฑลร้อยเอ็ด รวมถึงของจังหวัดมหาสารคาม ก็ไม่ได้ใช้งานกิจการการบินไปรษณีย์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในปี พ.ศ. 2499 ช่วงสงครามเวียดนาม ทางกองทัพสหรัฐอเมริกาได้นำเครื่องบินมาลงจอดฉุกเฉินและทิ้งไว้ที่สนามบินเก่ามหาสารคาม (ถ่ายภาพโดย Kermit Krueger อาสาสมัครสันติภาพสหรัฐฯ ในวิทยาลัยฝึกอบรมครูมหาสารคามตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 – 2508 ภาพจาก http://isaanrecord.com/en/2016/05/?print=print-search)

เมื่อปี พ.ศ. 2502 ได้ใช้พื้นที่ของสนามบินเก่าก่อตั้งสนามม้าขึ้น โดยมีนายเกศ วงศ์กาไสย ขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม เป็นเจ้าของสนามม้าแห่งแรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2514 สนามม้าได้ย้ายไปอยู่พื้นที่บริเวณริมถนนมหาสารคาม – วาปีปทุม (ปัจจุบันได้เป็นโกลบอลเฮาส์มหาสารคาม) และได้เลิกกิจการไปในปี พ.ศ. 2540

วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม ก่อตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2511 บนพื้นที่ 197 ไร่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะขยายการศึกษาชั้นสูงไปสู่ภูมิภาค ทางกองทัพอากาศจึงได้โอนพื้นที่ราชพัสดุสนามบินเก่าทั้งสิ้น 197 ไร่ให้เป็นพื้นที่ของวิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม และต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม เมื่อปีพุทธศักราช 2517 และได้แยกตัวเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศภายใต้ชื่อ “มหาวิทยาลัยมหาสารคาม” เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2537

ต่อมาทางคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ใช้พื้นที่สนามเก่าเป็นพื้นที่ก่อสร้างอาคารศูนย์บริการทางแพทย์ฯ ของคณะแพทยศาสตร์ เพื่อให้บริการด้านการรักษาโรคและป้องกันโรค รวมไปถึงบริการทางด้านสาธารณสุขแก่นิสิตและประชาชนทั่วไป รวมทั้งเป็นที่ฝึกฝนประสบการณ์ของนิสิตแพทย์ของมหาวิทยาลัย ได้เปิดให้บริการด้านการแพทย์เมื่อปี พ.ศ. 2555

ภาพมุมสูงของพื้นที่ส่วนหนึ่งของสนามบินเก่า ปัจจุบัน คือ โรงพยาบาลสุทธาเวช

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดโรงพยาบาลสุทธาเวช ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานชื่อว่า “โรงพยาบาลสุทธาเวช” หมายถึง โรงพยาบาลซึ่งพร้อมด้วยการแพทย์อันดีงาม พร้อมกับพระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญอักษรพระนามาภิไธย “ส.ธ.” ประดับที่ป้ายชื่อโรงพยาบาลอีกด้วย

อ้างอิง

หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ราชกิจจานุเบกษา คำแถลงการณ์ของกรมเสนาธิการทหารบก เรื่อง สนามบินสำหรับจังหวัดกาฬสินธุ์และจังหวัดมหาสารคาม. เล่มที่ 39 หน้า 902- 903 วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2465 .

หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ราชกิจจานุเบกษา แจ้งความกระทรวงกลาโหม เรื่อง สนามบินตำบลดงบัง อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม. เล่ม 42 หน้า 456  วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2468.

กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารส่วนบุคคล. สบ. 2.47/69 บันทึกรายงานเสด็จตรวจราชการมณฑลภาคอีสานของจอมพลสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมนครสวรรค์วรพินิต. (2470).

กองทัพไทย. ประวัติกองทัพไทยในรอบ 200 ปี พ.ศ. 2325-2525. กรุงเทพฯ: กรมแผนที่ทหาร, 2525.

ธีรชัย บุญมาธรรม. พัฒนาการของเมืองมหาสารคาม ช่วงเจ้าเมืองเป็นคนท้องถิ่น พ.ศ. 2408-2455. มหาสารคาม: อภิชาตการพิมพ์, 2554.

บุญมี คำบุศย์. อดีตรำลึก. กรุงเทพฯ. นำอักษรการพิมพ์. 2441 พิมพ์แจกเนื่องในงานวันเกิดครบ 7 รอบ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 หน้า 43-44

สัมภาษณ์

ดร. พรชัย ศรีสารคาม

นางทองเลี่ยม เวียงแก้ว

รศ. ธีรชัย บุญมาธรรม

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 7 มีนาคม 2562

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_7628

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *