ชื่อ “ประตูวิเศษไชยศรี” ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งเพราะ “พระแสงขรรค์ชัยศรี” ผ่านประตูนี้?

ภาพถ่ายทางอากาศพระบรมมหาราชวัง (ภาพจากหนังสือสถาปัตยกรรมพระบรมมหาราชวัง สำนักราชเลขาธิการ พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2513)

ยุคแรกเริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เป็นที่รู้กันว่า ทรงย้ายพระราชวังมาตั้งทางฝั่งตะวันออก โดยสร้างพระบรมมหาราชวังที่สร้างในกรุงเทพฯ แทบจะสร้างตามแบบพระราชวังหลวงในสมัยกรุงศรีอยุธยา หลังจากนั้นมาก็มีการแก้ไขปรับปรุงปลูกสร้างหลายครั้ง จนทำให้เกิดคำถามว่า แรกเริ่มแล้ว พระบรมมหาราชวังในชั้นแรกมีประตูอะไรบ้าง และสร้างขึ้นเมื่อใด

ก่อนที่จะไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับประตู คงต้องยกข้อมูลโดยคร่าวของพระบรมมหาราชวังมาเป็นภูมิหลังก่อน ในสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายให้มาสร้างพระราชวังมาตั้งทางฝั่งตะวันออก พระราชวังหลวง (นามที่เรียกว่า “พระบรมมหาราชวัง” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบัญญัติขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4) ที่สร้างขึ้นในกรุงเทพฯ เรียกได้ว่า พระราชวังหลวงแห่งนี้สร้างตามแบบพระราชวังหลวงในกรุงศรีอยุธยาแทบทุกประการ โดยสร้างชิดแม่น้ำ หันหน้าวังขึ้นเหนือน้ำ ลำน้ำอยู่ฝั่งซ้ายวังแบบเดียวกัน กำแพงเมืองด้านข้างแม่น้ำเป็นกำแพงพระราชวังชั้นนอกแบบเดียวกัน ไปจนถึงรายละเอียดการวางพระราชมณเฑียรที่เรียงแบบเดียวกัน และสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามตรงกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ที่พระราชวังกรุงศรีอยุธยา

สำหรับวัสดุที่ใช้ก่อสร้างในชั้นแรกล้วนเป็นเครื่องไม้ พระราชมณเฑียรและป้อมปราการรอบพระราชวังก็เป็นเครื่องไม้ ตามความคิดเห็นของส. พลายน้อย เชื่อว่า เป็นเพราะสร้างแบบเร่งด่วน ในภายหลังจึงเริ่มเปลี่ยนพระมหาปราสาท พระมหามณเฑียร และป้อมปราการเป็นเครื่องก่ออิฐถือปูนที่แข็งแรงขึ้น

พื้นที่ของพระราชวังในสมัยรัชกาลที่ 1 แตกต่างจากอาณาเขตในปัจจุบัน โดยในสมัยรัชกาลที่ 2 มีการขยายเขตพระราชวังทางด้านใต้ออกไปและสร้างประตูพิทักษ์บวร ประตูสุนทรทิศา กั้นระหว่างกำแพงพระราชวังชั้นในกับกำแพงเมืองซึ่งเรียกกันว่า “ประตูแดง”

สำหรับประตูรอบกำแพงพระบรมมหาราชวังชั้นนอก ส. พลายน้อย บรรยายว่า ประตูพระบรมมหาราชวังในสมัยรัชกาลที่ 1 ทำเป็นประตูยอดด้วยเครื่องไม้ ในสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างขึ้นใหม่ โดยทำเป็นประตูก่ออิฐถือปูน เปลี่ยนรูปทรงเป็นประตูซุ้มฝรั่งตามแบบประตูยอดปรางค์ แต่ก็ไม่ได้แก้ทั้งหมด

ในบรรดาประตู 13 จุด มีประตูที่เป็นที่ถกเถียงกันคือเรื่องประตูวิเศษไชยศรี และประตูพิมานไชยศรี ซึ่งมีข้อมูลจากหนังสือ ราชูปโภค โดย เทวาธิราช ป. มาลากุล เล่าว่า เมื่อพ.ศ. 2327 มีชาวประมงพบพระแสงขรรค์ขณะทอดแหในทะเลสาบนครเสียมราฐ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ให้ข้าราชการนำมาทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งวันที่พระแสงขรรค์มาถึงก็มี “อสนีบาต” ในพระนคร 7 แห่ง มีตกที่ประตูวิเศษชัยศรี เมื่อพระแสงขรรค์ผ่านประตูทั้งสอง จึงทำให้มีสร้อยตามหลังเป็นคำว่าชัยศรี เพื่อเป็นอนุสรณ์

อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ไม่มีปรากฏในจดหมายเหตุใด และไม่ปรากฏที่มาในพระราชพงศาวดาร ส. พลายน้อย นำวันที่ในบันทึกข้างต้นไปเปรียบเทียบกับเนื้อหาในพระราชพงศาวดารเรื่องพระแสงขรรค์ ซึ่งในพระราชพงศาวดารบรรยายว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2326 เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้พระยาพระเขมรนำ “พระขรรค์ชัยศรี” เข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย วันนั้นเองมีพายุใหญ่ ฝนตก ฟ้าผ่าลงศาลาลูกขุนใน

เมื่อดูปีพ.ศ. ที่ระบุ จะเห็นว่า ปีที่นำพระแสงขรรค์เข้ามานั้นก็แตกต่างจากบันทึกของป. มาลากุล ที่ยกมาข้างต้น

สำหรับเรื่องอสุนีบาตตกในพระบรมมหาราชวังนั้น มีปรากฏในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 1 โดยตกต้องพระที่นั่งอมรินทรมหาปราสาท วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2332 ฟ้าผ่าลง 2 ครั้งที่มหาปราสาทและซุ้มประตูพระราชวัง แต่ปีพ.ศ. ที่เกิดเหตุนั้น ห่างจากเรื่องเล่าถึง 4-5 ปี

นอกจากนี้ หลักฐานสำคัญอีกประการที่ส. พลายน้อย หยิบยกมาอธิบายคือ สำเนาร่างหมายรับสั่งฉบับหนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพบและถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นหมายรับสั่งเรื่องยกประตูพระบรมมหาราชวัง ในเนื้อหาระบุฤกษ์ยกประตูในพระราชวังไว้เป็นวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2325 และปรากฏชื่อ ประตู “วิเศษไชยศรี” ด้วย

นั่นหมายความว่า มีชื่อก่อนพระแสงขรรค์เข้ามา (พระราชพงศาวดารระบุว่า เข้ามาในพ.ศ. 2326) และเนื้อหาย่อมขัดกันกับเรื่องเล่าว่า นาม “ไชยศรี” ต่อท้ายประตูเพราะได้เชิญพระแสงขรรค์ชัยศรีผ่านประตูทั้งสอง

สำหรับประตูในพระบรมมหาราชวังมีแนวโน้มว่าน่าจะถูกแก้ไขในภายหลังอีก เมื่อพิจารณาจากบัญชีกลาโหม ที่นำทูลเกล้าฯ ถวายในสมัยปลายรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2350 อันบรรยายว่า ย่อยทองปืนมหาเศวตรัตน์รวม 6 กระบอกมาหล่อครกสากบานประตูรอบพระราชวัง เชื่อว่า อาจมีการทำบานประตูใหม่ในช่วงเวลานั้นด้วย

ในปัจจุบัน ประตูวิเศษไชยศรี เป็นประตูสำคัญเนื่องจากเป็นทางเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระมหามณเฑียร โดยเฉพาะเมื่อมีการสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

อ้างอิง:

“‘ไล่ที่ทำวัง’ เมื่อแรกสร้างกรุงเทพฯ”. ใน ศิลปวัฒนธรรม เมษายน 2525. คัดจากประชุมพงศาวดารภาคที่ 26 เรื่องตำนานวังเก่า พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 ในงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอกหม่อมราชวงศ์เล็ก งอนรถ พ.ศ. 2513

ส. พลายน้อย. เล่าเรื่องบางกอก ฉบับสมบูรณ์. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : สถาพรบุ๊คส์. 2555

แน่งน้อย ศักดิ์ศรี, ม.ร.ว. สถาปัตยกรรม พระบรมมหาราชวัง เล่ม 1. 2531

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 16 พฤษภาคม 2562

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_32930

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *