เมืองพิษณุโลก เคยมีอีกชื่อว่า “เมืองชัยนาท” จริงหรือ? เรื่องนี้มีที่มาอย่างไร

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก ศูนย์กลางศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์สุโขทัยที่เมืองสองแคว-พิษณุโลก (ภาพถ่ายทางอากาศเมื่อ พ.ศ.2489 โดย วิลเลียมส์ ฮันท์)

เมืองพิษณุโลก ในทางประวัติศาสตร์มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีกสองชื่อ คือเมืองสองแควกับเมืองชัยนาท

“สองแคว” เป็นชื่อที่รู้จักกันดีโดยทั่วไปว่าเป็นชื่อดั้งเดิมของเมืองพิษณุโลก เพราะมีแม่น้ำสองสายไหลผ่านเมือง คือแม่น้ำน่านกับแม่น้ำแควน้อย แม่น้ำน่านที่ไหลผ่านตัวเมืองนั้นเป็นที่รู้จักกันในปัจจุบัน แม่น้ำแควน้อยนั้นไหลจากเทือกเขาทางทิศตะวันออกลงแม่น้ำน่านเหนือตัวเมืองขึ้นไปประมาณ 20 กิโลเมตร

แต่ในอดีตแม่น้ำแควน้อยก่อนที่จะไหลลงแม่น้ำน่านนั้น ได้ไหลวกลงใต้ขนานกับแม่น้ำน่านโดยผ่านเมืองสองแคว มีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุหรือวัดพระพุทธชินราชเป็นศูนย์กลางเมือง ตั้งอู่ระหว่างกลางขนาบโดยแม่น้ำทั้งสองสาย แม่น้ำแควน้อยไหลลงแม่น้ำน่าน ใต้ลงไปท่าฬอ จังหวัดพิจิตร เมืองจึงได้รับการขนานนามว่า ‘สองแคว’ เพราะมีแม่น้ำสองสายไหลผ่านเมือง

ชื่อสองแคว เป็นชื่อเก่าที่ปรากฏในศิลาจารึกของสุโขทัย ที่เล่าเรื่องราวตั้งแต่สมัยสุโขทัยยุคต้นๆ ประมาณ พ.ศ. 1800 เป็นอย่างต่ำ

ดังนั้น ชื่อสองแคว จึงเป็นชื่อที่เก่าที่สุดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบ้านเมืองขึ้นในแคว้นสุโขทัย และเป็นที่รู้จักโดยคนต่างถิ่นทั้งเหนือและใต้ เป็นชื่อที่ใช้เรียกกันสืบต่อมา แม้จะมีชื่ออื่นตั้งให้ใหม่แล้วก็ตามศิลาจารึกของสุโขทัยบางหลักเรียกชื่อเต็มของเมืองว่า “สรลวงสองแคว” ก็มี

ชัยนาทเป็นชื่อที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักว่าเคยถูกนำมาเรียกชื่อเมืองนี้ หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์แต่งโดยพระรัตนปัญญาเถระแห่งล้านนา เมื่อ พ.ศ. 2060 ตอนหนึ่งกล่าวว่า ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยแห่งกรุงสุโขทัย ได้เสียเมืองชัยนาทให้แก่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) แต่ต่อมาขอเมืองคืนได้ พระมหาธรรมราชาลิไทยต้องเสด็จไปประทับอยู่ที่เมืองชัยนาท

หนังสืออีกเล่มหนึ่งคือลิลิตยวนพ่าย แต่งขึ้น พ.ศ. 2031 ตอนหนึ่งกล่าวถึงพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนาว่าได้ยกทัพลงมาเอาเมืองชัยนาท

ชื่อเมืองชัยนาทที่ระบุในหนังสือโบราณทั้งสองฉบับนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้แสดงหลักฐานชี้ให้เห็นจนเป็นที่ยอมรับกันในวงการประวัติศาตร์โดยทั่วไป ว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งของเมืองสองแควหาใช่เมืองชัยนาทที่จังหวัดชัยนาท

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาทุกฉบับ กล่าวถึงสมเด็จพระนครินทราชาธิราช ผู้เสวยราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาระหว่าง พ.ศ. 1952 – 1967 ว่าได้ตั้งโอรส 3 พระองค์ คือเจ้าอ้ายพระยาให้ครองเมืองสุพรรณบุรี เจ้ายี่พระยาครองเมืองสรรค์ และเจ้าสามพระยาให้ครองเมืองชัยนาท ต่อมาเมื่อพระองค์ได้สวรรคตลง เจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยาได้แย่งราชสมบัติต่อสู้กันจนถึงกับสิ้นพระชนม์ลงทั้งคู่ ราชสมบัติจึงตกแก่เจ้าสามพระยาขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2

ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้ค้นคว้าไว้เห็นว่า เมืองชัยนาทที่เจ้าสามพระยาทรงได้รับมองหมายให้มาครองนั้น อยู่ที่เมืองสองแควที่ต่อมาภายหลังได้ชื่อว่าเมืองพิษณุโลกนั่นเอง แต่เนื่องจากพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับต่างๆ ที่เขียนเก่าที่สุด คือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ ก็เขียนในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ห่างจากเหตุการณ์จริงประมาณกว่า 200 ปีกว่า เมื่อรวบรวมเอกสารเก่าๆ ที่บันทึกชื่อเมืองที่พิษณุโลกว่าชัยนาท ก็ลอกลงมาโดยไม่ได้ทำความเข้าใจ และเปลี่ยนชื่อใหม่ตามที่รู้จักกันในสมัยที่เขียนพงศาวดารให้เป็นเมืองพิษณุโลกเสีย พอมาถึงปัจจุบันเมื่อมีเมืองชัยนาทขึ้นมาใหม่ที่จังหวัดชัยนาท และเมืองชัยนาทแต่ดั้งเดิมที่จังหวัดพิษณุโลกไม่มีใครรู้จักกันแล้วจึงเข้าใจกันไปว่าเจ้าสามพระยาไปครองเมืองชัยนาทที่จังหวัดชัยนาทจริงๆ

มีหลักฐานเพิ่มขึ้นคือ ศิลาจารึกวัดสรศักดิ์ สุโขทัยกล่าวว่าเจ้าสามพระยานั้นมีพระมารดาเป็นเชื้อพระวงศ์ของสุโขทัยสมัยที่พระองค์ยังทรงเยาว์วัยอยู่ เคยเสด็จมาทำบุญที่เมืองสุโขทัยพร้อมกับพระมารดาและน้า เวลาที่เสด็จมาทำบุญที่สุโขทัยนั้นเป็นเวลาที่พงศาวดารกรุงศรีอยุธากล่าวว่าทรงครองอยู่ที่เมืองชัยนาทในฐานะลูกหลวง

การที่เจ้าสามพระยาทรงมีเชื้อสายทางราชวงศ์สุโขทัยด้วยจึงสมเหตุผลว่าทรงได้ครองเมืองชัยนาท ซึ่งคือเมืองที่พิษณุโลกหรือสองแควเดิมนั่นเอง

แต่ชื่อเมืองชัยนาท คงเป็นที่ถูกนำมาเรียกเมืองนี้ในระยะสั้นๆ คือเริ่มเรียกเมื่อเจ้าสามพระยาได้มาครองในฐานะเมืองลูกหลวงเป็นต้นมาเท่านั้น พอถึงสมัยรัชกาลต่อมาคือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก็มีชื่อใหม่มาให้เรียกอีก ชื่อเมืองชัยนาทจึงไม่ค่อยมีใครรู้จักว่าเคยใช้เป็นชื่อเรียกเมืองนี้

พิษณุโลก พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริญฯ ใช้ชื่อเมืองพิษณุโลกครั้งแรกเล่าเหตุการณ์เมื่อ พ.ศ. 1981 เมื่อครั้งที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นไปครองในฐานะพระมหาอุปราช ซึ่งขณะนั้นน่าจะยังคงใช้ชื่อว่า เมืองชัยนาทอยู่ เพราะเป็นเหตุการณ์สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 เจ้าสามพระยา และไม่มีสาเหตุอะไรที่บ่งบอกว่าควรมีการเปลี่ยนชื่อเมืองใหม่

เอกสารเก่าที่สุดที่ปรากฏชื่อเมืองพิษณุโลกคือหนังสือลิลิตยวนพ่าย แต่งขึ้นหลัง พ.ศ. 2031 เป็นปีสวรรคตของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ชื่อพิษณุโลกที่ปรากฏในลิลิตยวนพ่ายนั้นเป็นชื่อที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับการเริ่มตั้งชื่อนี้จริงๆ มากที่สุด ดังตัวอย่างตอนที่มีการเอ่ยชื่อพิษณุโลกที่ปรากฏในคำโคลงบทที่ว่า

ปางสร้างอาวาสแล้ว     ฤาแสดง

คือพุทไธสวรรยหมาย   ชื่อชี้

ปางถลกกำแพงพระ    พิศณุโลกย  แล้วแฮ

อยู่ช่างพระเจ้าฟี้         เฟื่องบร ฯ

ชื่อเมืองพิษณุโลก ที่ปรากฏอยู่ในโคลงบทนี้นั้น อยู่ในตอนที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงโปรดให้สร้างกำแพงเมือง แต่กำแพงเมืองจะสร้างขึ้นเมื่อปีใดไม่มีเอการกล่าวถึง แม้พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิตจะเป็นเอกสารฉบับเดียวที่มีการกล่าวเรื่องสร้างกำแพงเมือง แต่ก็กล่าวเพียงว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นผู้ให้สร้างขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ระบุปีที่สร้างแน่นอน

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงมอบราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาให้โอรส คือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 แล้วเสด็จไปครองเมืองพิษณุโลก (อาจยังไม่ใช้ชื่อนี้) เมื่อ พ.ศ. 2006 เพื่อรับศึกพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา การศึกษาช่วงแรกนี้กรุงศรีอยุธยาเพลี่ยงพล้ำต้องเสียเมืองศรีสัชนาลัย พ.ศ. 2008 พระองค์จึงทรงออกผนวชที่วัดจุฬามณี เมืองพิษณุโลกเพื่อเจรจาสงบศึกโดยขอเมืองศรีสัชนาลัยคืน  แต่ไม่สำเร็จจึงทรงลงผนวชในปีเดียวกันนั้นกลับสู่ราชบัลลังก์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ปรางค์วัดจุฬามณี สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เพื่อใช้ในงานทรงผนวชของพระองค์ เปรียบได้กับเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

การที่พระองค์ทรงออกผนวชนั้น เท่ากับว่าได้สละทางโลกไปแล้วดังนั้นเมื่อทรงลาผนวช จึงเท่ากับว่าเป็นพระชนม์ชีพใหม่ของพระองค์ควรจะดีกว่าเก่า จึงเป็นช่วงที่เหมาะที่คิดว่าชื่อเมืองพิษณุโลกจะได้รับขนานนามให้แก่เมืองแห่งชีวิตใหม่ของพระองค์ ที่มีความยิ่งใหญ่ประดุจเมืองของพระพิษณุ

การสร้างกำแพงเมือง จึงอยู่ในขั้นตอนต่อจากการเถลิงถวัลราชสมบัติเมืองพิษณุโลกของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หลังจากที่ทรงลงผนวชแล้วนั่นเอง

กล่าวโดยสรุปคือ ชื่อสองแควเป็นชื่อแรกที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยยุคต้น ต่อมาประมาณ พ.ศ. 1952 เมื่ออำนาจกรุงศรีอยุธยาโดยกษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ได้เข้ามาครอบงำแคว้นสุโขทัย โดยผ่านสายสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างราชวงศ์ทั้งสอง สมเด็จพระนครินทราชาธิราชได้ส่งโอรสองค์ที่สามที่มีเชื้อสายทางมารดาเป็นสุโขทัยมาครองที่เมืองสองแควในชื่อใหม่ว่าเมืองชัยนาท ก่อนที่เสด็จไปเสวยราชสมบัติเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ที่กรุงศรีอยุธยาในเวลาต่อมาเมื่อ พ.ศ. 1967

รัชสมัยต่อมาคือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โอรสของสมเด็จเจ้าสามพระยา ได้ราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1991 ได้เกิดสงครามกับแคว้นล้านนาในการแย่งชิงดินแดนที่เคยเป็นแคว้นสุโขทัยเดิม สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถึงกับต้องเสด็จมาครองเมืองชัยนาท (ยังไม่เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองพิษณุโลก) โดยมอบราชสมบัติที่กรุงศรีอยุธยาให้แก่โอรสเมื่อ พ.ศ. 2006 การสงครามในช่วงแรกไม่อาจป้องกันเมืองศรีสัชนาลัยไว้ได้ จึงทรงออกผนวชเมื่อ พ.ศ. 2008 และเจรจาขอสงบศึก แต่ไม่สำเร็จ จึงทรงลาผนวชขึ้นเสวยราชสมบัติใหม่ เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นพิษณุโลก เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราชบัลลังก์ใหม่ที่ควรจะดียิ่งกว่าเดิม

 

อ้างอิง :

พระราชวังจันทร์ “วังพระนเศวร” เมืองพิษณุโลก ที่ประสูติ ที่ประทับ ของสมเด็จพระนเรศวรฯ. โดยพิเศษ เจียจันทร์พงษ์. มติชน. 2546

แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาครั้งหลังสุดเมื่อ 17 พฤษภาคม 2562

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_16549

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *