“เขมร” ไม่เรียกตัวเองว่า “ขอม” ไม่มีคำว่าขอมในภาษาเขมร คำว่า “ขอม” มาจากไหน?

ภาพวาดนครวัดจากหนังสือ Voyage d’exploration en Indo-Chine เมื่อ ค.ศ. 1866

“ขอม เป็นคำภาษาไทย กลายจากภาษาเขมร ใช้เรียกกลุ่มคนพวกที่อยู่ตอนล่าง (ในไทย) บริเวณเป็นรัฐละโว้ (ลพบุรี) เมื่อเรือน พ.ศ. 1800 โดยไม่ระบุจำเพาะเผ่าพันธุ์ใด หลังจากนั้นอีกนานขอมจึงเลื่อนไปหมายถึงชาวเขมร (ในกัมพูชา)

ขอมเป็นชื่อทางวัฒนธรรม ดังนั้นไม่เป็นชื่อชนชาติหรือเชื้อชาติ จึงไม่มีชนชาติขอม หรือเชื้อชาติขอม ฉะนั้นใคร ๆ ก็เป็นขอมได้ เมื่อยอมรับนับถือวัฒนธรรมขอม…ช่วงแรก ขอมเป็นชื่อที่คนอื่นเรียก (ในที่นี้คือพวกไต-ไท) ไม่ใช่เรียกตัวเอง

หมายถึง คนในวัฒนธรรมขอม ที่อยู่รัฐละโว้ (ลพบุรี) บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยไม่ระบุชาติพันธุ์ จะเป็นใครก็ได้ถ้าอยู่สังกัดรัฐละโว้ในวัฒนธรรมขอม ถือเป็นขอมทั้งนั้น หลังจากเมื่อมีรัฐอยุธยา คนพวกนี้กลายตัวเองเป็นคนไทย

ช่วงหลัง ขอม หมายถึง ชาวเขมรในกัมพูชาเท่านั้น แม้เปลี่ยนนับถือศาสนาพุทธเถรวาทก็ถูกคนอื่น (คือไทย) เรียกเป็นขอม แต่ชาวเขมรไม่เรียกตัวเองว่าขอม เพราะไม่เคยรู้จักขอม และภาษาเขมรไม่มีคำว่าขอม…”

ข้างต้นคือข้อสรุปบางส่วนของ สุจิตต์ วงษ์เทศ (มติชนประชาชื่น : สุวรรณภูมิในอาเซียน ขอมละโซ้ เก่าสุดอยู่ไทย โอนขอมไปเขมร, มติชน 17 สิงหาคม 2560) เกี่ยวกับคำว่า ขอม

แล้วคำว่า ขอม มีที่มาจากไหน? ในหนังสือ แลหลังคำเขมร-ไทย (สำนักพิมพ์มติชน, 2562) เขียนโดย รศ.ดร. ศานติ ภักดีคำ ได้ศึกษาประเด็นดังกล่าวจากจารึกและภาษาเขมร ซึ่งสรุปพัฒนาการของคำว่า ขอม ฉายให้เห็นว่า เขมรไม่เรียกตัวเองว่าขอม มีแต่คนไต-ไท ที่ใช้คำนี้เรียกชนกลุ่มหนึ่งว่า ขอม สรุปได้ดังนี้

ขบวนแห่ของชาวสยามหรือ “เสียมก๊ก” สุจิตต์ วงษ์เทศ เคยกล่าวว่า คนกลุ่มนี้เป็นพวกที่อยู่รัฐและบ้านเมืองบริเวณสองฝั่งโขงที่เป็นเครือญาติใกล้ชิดสนิทสนมของกษัตริย์กัมพูชาในยุคนั้น ไม่ใช่ “กองทัพเมืองขึ้นของขอม” ตามคำอธิบายของนักวิชาการเจ้าอาณานิคมตะวันตก

 

จารึกเขมรโบราณทั้งในสมัยก่อนเมืองพระนคร (พุทธศตวรรษที่ 11-14) และสมัยเมืองพระนคร (พุทธศตวรรษที่ 15-19) ไม่พบคำว่า ขอม ในจารึกเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม มีคำหนึ่งซึ่งมีความใกล้เคียงกับคำนี้ และอาจเป็นที่มาของคำว่า ขอม คือคำว่า กโรม (karom) ภาษาเขมรปัจจุบันใช้ว่า โกฺรม (kraom)

คำว่า กโรม ในภาษาเขมรโบราณมี 2 ความหมายคือ หนึ่ง แปลว่า “ลงไปต่ำ, ใต้, ภายใต้, ต่ำกว่า, ลง, ผู้ต่ำกว่า และสอง แปลว่า “ประเทศ, ดินแดน, เขต, ดิน, แผ่นดิน”

ทั้งนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าชาวกัมพูชาเรียกตนเองว่า กโรม หรือ ขอม (ในความหมายว่า ชาวเขมร หรือ ชาวกัมพูชา) แต่พวกเขาเรียกตนเองอย่างชัดเจนว่า เขมร มาตั้งแต่สมัยก่อนเมืองพระนคร

หลักฐานที่เรียกชาวกัมพูชาว่า เขมร เก่าที่สุด คือ ศิลาจารึก Ka. 64 ซึ่งเป็นศิลาจารึกสมัยก่อนเมืองพระนคร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 กล่าวถึงทาสชาวเขมรโบราณไว้ว่า “(๑๓) กฺญุม เกฺมร โฆ โต ๒๐. ๒๐. ๗ เทร สิ ๒”

คำว่า กฺญุม ในภาษาเขมรโบราณสมัยก่อนพระนครหมายถึง ข้ารับใช้ ส่วนคำว่า เกฺมร (kmer) เมื่อรวมความหมายของคำว่า “กฺญุม เกฺมร” แล้ว จึงน่าจะแปลว่า “ข้ารับใช้ (ที่เป็น) ชาวเขมร” แสดงว่าชาวกัมพูชาเรียกตัวเองว่า เกฺมร (kmer) มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นคำว่า เขฺมร (khmer) ในช่วงเขมรสมัยเมืองพระนคร และกลายเป็น แขฺมร ออกเสียงว่า แคฺมร์ (khmaer) ดังที่ปรากฏในภาษาเขมรปัจจุบัน

ความเป็นไปได้ของการเรียกชาวกัมพูชาว่า ขอม น่าจะมาจากกลุ่มชนที่พูดภาษาไต-ไท

คนกลุ่มดังกล่าวอาจนำคำภาษาเขมรโบราณว่า กโรม นี้ไปใช้โดยหมายเรียก “ผู้ที่อยู่ทางทิศใต้, ผู้ที่อยู่ทางใต้” หากแต่ด้วยลักษณะเฉพาะที่แตกต่างทางภาษา จึงไม่สามารถออกเสียงเหมือนคำดั้งเดิม ทั้งแต่ละสำเนียงก็มีเสียงวรรณยุกต์ที่ผิดต่างกันไป เมื่อมีการนำคำว่า กโรม ไปใช้ในความหมายดังกล่าว จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางเสียง และทำให้คำว่า กโรม อาจกลายเสียงไปต่าง ๆ เช่น กรอม กล๋อม กะหล๋อม

ต่อมา เสียง “ร” และ “ล” ในภาษาไต-ไทบางกลุ่มได้กลายเสียงเป็นเสียง “ห” หรือ “เสียงพ่นลม” เมื่อหน่วยเสียงนี้รวมเข้ากับหน่วยเสียง “ก” จึงทำให้หน่วยเสียง “ก” กลายเป็นหน่วยเสียง “ข” ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าคำว่า กรอม กล๋อม กะหล๋อม ในภาษาไต-ไทบางกลุ่มจึงพัฒนาจนกลายเป็นคำว่า ขอม ในที่สุด

มุมหนึ่งภายในปราสาทบายน ถ่ายเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2007 (AFP PHOTO / VOISHMEL) / VOISHMEL

 

หลักฐานคำว่า ขอม เก่าที่สุดพบในจารึกหลักที่ 2 หรือศิลาจารึกวัดศรีชุม สมัยสุโขทัย คำว่า ขอม ในศิลาจารึกนี้มีใช้ในบริบทที่ต่างกัน คำหนึ่งจะใช้ประกอบกับตำแหน่งขุนนางเขมรโบราณสมัยเมืองพระนคร กล่าวถึง “ขอมสบาดโขลญลําพง” ซึ่งเป็นผู้ยึดครองเมืองสุโขทัยในเวลาที่พ่อขุนศรีนาวนำถุมสวรรคต

ส่วนคำว่า ขอม อีกคำหนึ่งจะกล่าวหมายถึงชนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า ขอม เนื้อความกล่าวถึงพระมหาเถรศรีศรัทธาจุฬามุนีพยายามบูรณะพระธาตุหลวง (พระปฐมเจดีย์) ดังความว่า “พระศรีราชจุฬามุนีเป็นเจ้า พยายามให้ (แล้วเมื่อ) แล้วจึงก่ออิฐขึ้น เจ็ดวาสทายปูนแล้วบริบวรณ พระธาตุหลวงก่อใหม่เก่าด้วยสูงได้สองวา ขอมเรียกพระธมนั้นแล”

ดังนั้น คำว่า ขอม ในศิลาจารึกวัดศรีชุม ใช้เรียกกลุ่มชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถูกมองว่าเป็นพวกที่ “อยู่ทางใต้” ของสุโขทัย คือกลุ่มชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และอาจเป็นกลุ่มชนที่รับวัฒนธรรมแบบเขมร

อย่างไรก็ตาม หลักฐานในสมัยอยุธยากลับใช้คำว่า ขอม ในความหมายที่แตกต่างไปจากสมัยสุโขทัย

ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับปลีก หมายเลข ๒/ก ๑๐๔ ต้นฉบับของหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งนักวิชาการหลายท่านสันนิษฐานว่าต้นฉบับเดิมน่าจะเขียนขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “อยู่มาเจ้าอยาด บุตรพระรามเจ้า อันผู้เป็นเจ้าให้ไปอยู่จัตุรมุขนั้น ก็ชวนเขมร (ต้นฉบับเขียน เขม่น) ทั้งหลายแข็งแก่พระราชบุตรท่าน” และ “เจ้าอยาดได้แต่งเขมร (ต้นฉบับเขียน เขมน) ชอง พรรณ ออกสกัด”

ทำให้เห็นว่าคนสมัยอยุธยาเรียกชาวกัมพูชาว่า เขมร ไปแล้ว ขณะที่ กำสรวลสมุทร วรรณคดีอยุธยาตอนต้น (อาจเป็นพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3) กล่าวถึงคำว่า ขอม ไว้ในโคลง 2 บท ซึ่งผู้แต่งหมายความถึง ชาวเขมร ดังนั้น สมัยอยุธยาเรียก ขอม และเขมร หมายรวมถึง ชาวกัมพูชา” ทั้งสิ้น

ภาพสลักหินรูปเทพอัปสร ปราสาทนครวัด (ภาพถ่ายโดย นนทพร อยู่มั่งมี)

 

ดังนั้น ความหมายของคำว่า ขอม ในความรู้สึกนึกคิดของคนในสมัยสุโขทัยและอยุธยามีความแตกต่างกัน คำว่า ขอม ในความหมายของสุโขทัยนั้นหมายถึง คนทางใต้ หรือคนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนในความหมายของอยุธยาที่เป็นคนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากลับใช้คำว่า ขอม หมายถึง ชาวเขมร หรือชาวกัมพูชา

สรุปแล้ว คนไต-ไท (ตอนบน) เรียกกลุ่มชนที่อยู่ทางใต้ของตน (อาจหมายรวมถึงกลุ่มชนในรัฐละโว้) ว่า ขอม โดยไม่เกี่ยวกับชาวเขมร หรือชาวกัมพูชา ต่อมา ภายหลังมีคนไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา คนกลุ่มนี้จึงโอนคำว่า ขอม ให้ชาวเขมรในกัมพูชา นับแต่นั้นก็เรียก เขมร ว่า ขอม

ส่วนในกัมพูชาไม่มีชื่อ ขอม ชาวเขมรยุคนั้นไม่รู้จัก ขอม และไม่เรียกตัวเองว่า ขอม

 

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 ตุลาคม 2564

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_75839

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *