ท่อง “พระนครคีรี” วิมานบนเขา ถิ่นเก่ากษัตริย์ เศวตฉัตรมิ่งขวัญเมือง

จากเนื้อความท่อนหนึ่งของเพลงสาวเพชรบุรี ว่า “มองยอดเขาวัง ยอดเขาสูงคอตั้ง จนเสียดฟ้า…” (เพลงสาวเพชรบุรี-พุ่มพวง ดวงจันทร์) ได้กล่าวถึงสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองเพชรบุรี บ่งบอกว่าพระนครคีรี หรือที่นิยมเรียกกันติดปากว่า เขาวัง นั้นเป็นสถานที่สำคัญ

สำหรับคนเมืองเพชรแล้วเสมือนเป็นมิ่งขวัญเมือง ก็เนื่องด้วยเป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงสร้างไว้และได้เคยเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับ ไม่ว่าพระมหากษัตริย์จะเสด็จไปแห่งหนตำบลใดถือเป็นความปิติยินดีของราษฎรในถิ่นนั้นๆ พระนครคีรีจึงเป็นความภาคภูมิใจของชาวเพชรบุรี

พระนครคีรี ภาพถ่ายทางอากาศ เมื่อ พ.ศ. 2489 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 

“พระนครคีรี” หรือ “เขาวัง” นี้ ตั้งอยู่ที่ ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ตั้งอยู่บนยอดเขาที่มีชื่อว่า “เขาสมณะ” ประกอบด้วยยอดเขาใหญ่ 3 ยอด ไหล่เขาด้านตะวันออกมีวัดเก่าแก่อยู่วัดหนึ่ง คือ วัดสมณ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จจาริกมาประทับอยู่ที่วัดนี้เมื่อครั้งถือครองเพศบรรพชิต (ขณะนั้นยังไม่เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ)

เมื่อทรงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังพระนครคีรีขึ้นในปีพุทธศักราช 2402  ทรงพระราชทานนามใหม่แก่เขาลูกนี้เป็น “เขามหาสวรรค์” โดยมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นแม่กองก่อสร้าง พระเพชรพิไสยศรีสวัสดิ์ (ท้วม บุนนาค) ปลัดเมืองเพชรบุรี เป็นนายงานก่อสร้าง พระเพชรพิไสยศรีสวัสดิ์ผู้นี้เคยได้ร่วมเดินทางไปกับคณะทูตในการเจริญสัมพันธไมตรีกับอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2400

เขามหาสวรรค์ ปัจจุบันเรียก “เขามไหศวรรย์” สิ่งก่อสร้างบนยอดเขาทั้ง 3 รวมเรียกว่า “พระนครคีรี”

สิ่งก่อสร้างสำคัญของพระนครคีรี ดังนี้

พระธาตุจอมเพชร พระเจดีย์ที่ทรงโปรดให้สร้างขึ้นใหม่ทับพระเจดีย์องค์เดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งอยู่ในสภาพชำรุด (บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของวัดอินทคีรีซึ่งเป็นวัดร้าง) และได้นำพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้

วัดพระแก้ว ภายในวัดพระแก้วนี้ประกอบด้วย พระอุโบสถ หอระฆัง พระพุทธเสลเจดีย์ ศาลาและพระปรางค์แดง

วัดพระแก้ว (ภาพจากเพจ พระนครคีรี กรมศิลปากร)

 

พระอุโบสถ สร้างเป็นขนาดเล็กย่อส่วนทำด้วยหินอ่อน หน้าบันปูนปั้นเป็นตราพระมหาพิชัยมงกุฏ ตราประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือเป็นงานปูนปั้นชิ้นหนึ่งที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบุรี ภายในประดิษฐานพระแก้วผลึก (เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต ทางการได้นำไปยังกรุงเทพมหานคร แล้วนำพระพุทธรูปหินอ่อนมาประดิษฐานแทน)

พระสุทธเสลเจดีย์ อยู่ด้านหลังพระอุโบสถ เป็นเจดีย์ทรงกลมทำจากหินอ่อนสีเทาอมเขียว โดยสลักหินอ่อนประกอบเป็นองค์เจดีย์เสร็จสรรพที่เกาะสีชัง แล้วถอดเป็นชิ้นขนขึ้นเรือมายังเพชรบุรี นำมาประกอบใหม่ที่วัดพระแก้วแห่งนี้

พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ เป็นพระที่นั่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพระราชวังพระนครคีรี ก่อฤกษ์เมื่อวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 8 ปีพุทธศักราช 2402 ภายในพระที่นั่งประกอบด้วย ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องโถงออกขุนนาง ห้องแต่งพระองค์ ห้องสรงและห้องลงพระบังคน(ห้องสุขา) สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งนี้ใช้เป็นท้องพระโรงออกขุนนาง ภายหลังในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการดัดแปลงเป็นที่ประทับของพระราชอาคันตุกะต่างเมือง

พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ (ภาพจากเพจ พระนครคีรี กรมศิลปากร)

 

พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์ มีสองชั้น ทรงคล้ายเก๋งจีน ชั้นบนมีห้องโถงและห้องบรรทม 2 ห้อง ชั้นล่างเป็นห้องโถง 2 ห้อง

พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท เป็นปราสาททรงจตุรมุข มียอดปรางค์ 5 ยอด โดยยอดปรางค์ใหญ่อยู่ตรงกลาง สูง 14 เมตร และยอดปรางค์เล็กอยู่ที่มุขทั้ง 4 บนฐานสูงซ้อนกัน 3 ชั้น แต่ละชั้นมีระเบียงกรงลูกแก้ว ที่ชั้นบนสุดฐานเดียวกับตัวปราสาทเป็นโดมโปร่งตกแต่งด้วยลายปูนปั้น ภายในองค์ปราสาทประดิษฐานพระบรมรูปหล่อสำริดพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(พระบรมรูปองค์นี้โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อจะนำไปถวายพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส แต่พระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน ที่จะนำไปถวาย)

พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท (ภาพจากเพจ พระนครคีรี กรมศิลปากร)

 

พระที่นั่งราชธรรมสภา มีชั้นเดียวทรงคล้ายเก๋งจีน ตกแต่งด้วยเสาปลอมติดผนัง เป็นศิลปโรมันแบบไอโอนิค (เป็นลักษณะหนึ่งใน 3 แบบของสถาปัตยกรรมเสาคลาสสิค) พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นที่ประชุมสาธยายธรรม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในการปฏิบัติธรรมอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อครั้งถือเพศบรรพชิต ภายในมีโต๊ะบูชาพระพุทธอยู่ด้วย

หอชัชวาลเวียงชัย หรือที่เรียกกันว่า “กระโจมแก้ว” เป็นหอสำหรับใช้ส่องกล้องดูดาว มีลักษณะเป็นทรงกลมคล้ายกระโจมภายในมีบันไดเวียน หลังคาเป็นทรงโดมมุงด้วยกระจกโค้ง ภายในมีโคมไฟ กลางคืนเวลาจุดแสงจะส่องไปไกลถึงชายทะล แต่ก่อนคนเรือหาปลาได้อาศัยแสงไฟนี้เป็นประภาคารนำทางเอาเรือเข้าอ่าวบ้านแหลม ชั้นบนสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองเพชรบุรีได้โดยรอบตลอดจนชายทะเล ที่หน้าหอชัชวาลเวียงชัยมีธงมหาราช เสาธงสูง 20 เมตร เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับที่พระนครคีรีจึงจะชักธงนี้ขึ้น

หอพิมานเพชรมเหศวร เป็นหอเล็กๆ 3 หอ หอกลางมีขนาดใหญ่กว่าหอข้าง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป ในส่วนของหอข้างนั้น ข้างหนึ่งเป็นศาลเทพารักษ์หรือศาลพระภูมิ ข้างหนึ่งเป็นที่ประโคมสังคีต มีเสาไม้เป็นสะดึงสำหรับแขวนฆ้องชัยหน้าหอทั้ง 2 ภายในหอกลางใหญ่ได้ก่อผนังไว้เป็นห้องบรรทมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะทรงประทับที่ห้องบรรทมนี้ในวันที่ถือศีลอุโบสถ จากห้องบรรทมนี้มองออกไปจะเห็นทิวทัศน์ที่สงบคือพระธาตุจอมเพชรและวัดพระแก้ว ในวันขึ้น 15 ค่ำจะเห็นพระจันทร์เต็มดวงได้ถนัดตา

หอพิมานเพชรมเหศวรนี้เคยเป็นที่ประกอบพระราชพิธีโสกันต์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุ์วงศ์วรเดช เมื่อครั้งยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระองค์ทรงเป็นพระอนุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

นอกจากนี้ยังมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกเพื่อประโยชน์ใช้สอยในด้านที่แยกย่อยออกไป

(ภาพจากเพจ พระนครคีรี กรมศิลปากร)

 

พระราชวังพระนครคีรีนี้เป็นที่เชิดหน้าชูตามาตั้งแต่ครั้งอดตี ในปีพุทธศักราช 2404 ได้รองรับราชทูตจากรัสเซีย นำโดยคอลออยเลนเบิร์ตซึ่งเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิท จัดเรือให้คณะทูต ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าคัคณางยุคลซึ่งประทับอยู่ที่พระนครคีรีขณะนั้นเพื่อให้เตรียมจัดรถไว้ให้คณะทูตจากรัสเซีย

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีพุทธศักราช 2453 ดุ๊กโยฮัน อัลเบรกต์ผู้สำเร็จราชการจากเยอรมณีพร้อมด้วยพระชายาได้เสร็จประพาสเมืองเพชรบุรี รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ (พระอิสริยยศในตอนนั้น) คอยรับเสด็จที่พระนครคีรี ได้มีการจุดดอกไม้เพลิงถวายแก่ท่านดุ๊กด้วย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระราชวังพระนครคีรีแล้ว โปรดให้บูรณะวัดสมณด้วย ได้ทรงพระราชทานนามใหม่เป็น “วัดมหาสมณาราม” และให้เป็นพระอารามหลวงวรวิหารชั้นโท

พระนครคีรีนี้ได้รับการบูรณะถึงสองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2426 และครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2496 โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมาทรงทอดพระเนตรเห็นถึงความชำรุดทรุดโทรมของอาคารสถานต่างๆ จึงมีพระราชปรารภโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซม

(ภาพจากเพจ พระนครคีรี กรมศิลปากร)

 

กรมศิลปากรจึงได้ทำการสำรวจและประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2496 จัดทำโครงการบูรณะเข้าแผนทำนุบำรุงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 ( พ.ศ. 2525-2529) ใน พ.ศ. 2524 ภายใต้ชื่อ “โครงการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี” ตามวัตถุประสงค์ของโครงการได้จัดให้มีการก่อสร้าง หอสมุดแห่งชาติขึ้นด้วยโดยใช้พระตำหนักสันถาคารสถาน

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2522 ได้ประกาศให้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

เปิดให้ประชาชนเข้าชมครั้งแรกในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2528 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปีพุทธศักราช 2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินมาทรงพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์ โดยได้ทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุบรรจุ ณ พระธาตุจอมเพชร จุดประทีปโคมไฟ ณ ชัชวาลเวียงชัย และทรงพิธีเปิดหอสมุดแห่งชาติ สาขาพระนครคีรี

ปัจจุบันอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครคีรี ได้มีการจัดงานประจำปีขึ้นทุกปี เป็นระยะเวลา 10 วัน 10 คืน โดยงาน “พระนครคีรี-เมืองเพชร” ครั้งที่ 35 ประจำปี 2565 จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 18-27 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา

 

เอกสารอ้างอิง :

กรมศิลปากร. พระนครคีรี. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล สหประชาพาณิชย์, 2527.

กรมศิลปากร. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี. กรุงเทพฯ : หจก.โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, 2537.

ผศ.ดร.พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์. วัด-วังในพระราชประสงค์พระจอมเกล้าฯ. นนทบุรี: สำนักพิมพ์มติชน, 2560.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2562

หมายเหตุ: ภาพจากเพจ พระนครคีรี กรมศิลปากร / Phra Nakhon Khiri, The Fine Arts Department

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_27273

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *