ร.๕ ทรงเคยโปรยทานหรือไม่?

ช่วงสองปีนี้ผู้เขียนออกจะติดใจเรื่องการโปรยทานของคนสมัยก่อนมาก เพราะดูสนุกและเกิดความสงสัยว่า โบราณเขาโปรยกันอย่างไร ได้พยายามรวบรวมข้อมูลจากหนังสือและถ่ายภาพจิตรกรรมฝาผนังไว้เป็นระยะๆ จนพอจะรู้อะไรเพิ่มเติมขึ้นบ้าง

สรุปได้ว่าการโปรยทานสมัยก่อนมีทั้งที่โปรยจากต้นกัลปพฤกษ์ที่ปลูกขึ้นไปสูงๆ และโปรยจากที่ยืนที่ต่ำกว่านั้น

การโปรยทานในปัจจุบันไม่วิลิศมาหราเหมือนก่อน เพราะไม่มีใครสนใจสร้างต้นกัลปพฤกษ์แบบโบราณอีกต่อไป คงเหลือแต่การหว่านเงินแบบง่ายๆ ดังพอมีตามงานบวช งานศพให้เด็กแย่งกันประเดี๋ยวเดียว การยัดเงินใส่มะกรูด มะนาว กากะทิง และลูกหมากแบบโบราณ เป็นอันไม่มีให้ดู คงได้ยินกันบ้างแต่บทดอกสร้อยที่ว่า ซักเอ๋ยซักส้าว ผลมะนาวทิ้งทานในงานศพ เข้าแย่งชิงเหมือนสิ่งไม่เคยพบ ไม่น่าคบเลยหนอพวกขอทาน…แล้วจากนั้นเด็กๆ ก็คงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแย่งผลมะนาว ได้มะนาวแล้วเอาไปทำอะไร

คนโบราณเชื่อว่ากัลปพฤกษ์เป็นต้นไม้บนสวรรค์ ใครต้องการแก้วแหวนเงินทอง เสื้อผ้าแพรพรรณ ตลอดจนข้าวน้ำทั้งหลายก็ไปสอยเอาจากต้นไม้นี้ได้หมด แต่สวรรค์ก็อยู่ส่วนสวรรค์ ทำอย่างไรจะให้สิ่งนี้เกิดขึ้นในโลกมนุษย์เมืองสยามได้ ก็ต้องสมมติกันขึ้นมา เวลามีงานหลวง พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานปักเสาสูงๆ ลงไป จากนั้นก็ทำคอกเล็กๆ เหมือนรังกาสำหรับคนขึ้นไปยืนข้างบน ที่ปลายเสาทำพุ่มติดผลมะนาวยัดเงิน สมมติว่าเป็นผลกัลปพฤกษ์ เพราะเงินคือแก้วสารพัดนึก อยากจะเอาไปซื้ออะไรก็เชิญ พอได้เวลา เจ้าพนักงานก็ปีนบันไดขึ้นไปปลิดผลมะนาวหว่านลงมา ผู้คนข้างล่างก็แย่งชิงกันเกรียวกราว

ต้นกัลปพฤกษ์ (หน้าป้อมกลางรูป) ในงานพระราชพิธีลงสรงสนาน เฉลิมพระปรมาภิไธย สถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พงศ. ๒๔๒๙

 

ประเพณีแบบนี้ทำกันมานานอย่างน้อยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หรือเมื่อ ๓๐๐-๔๐๐ ปีก่อน มีหลักฐานปรากฏในเอกสารเก่าๆ และวรรณคดีเก่าพอสมควร

ที่สนุกก็คือบางงาน หากมีการแจกของใหญ่ๆ จะเอาของใหญ่ไปโปรยเหมือนมะนาวไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีโปรยฉลากแทน เมื่อได้ฉลากแล้ว คนรับก็เอาฉลากนั้นไปขึ้นรางวัลจากเจ้าหน้าที่

กรณีโปรยทาน ถามว่า ร.๕ พระมหากษัตริย์ที่เราบูชาอยากทราบเรื่องราวของพระองค์ให้ละเอียดที่สุดทรงเคยโปรยทานด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองบ้างหรือไม่

ตอบว่า เคย และบางครั้งสิ่งที่ทรงโปรยก็น่าสนใจมากจะไว้กล่าวในตอนท้ายสุด อนึ่ง บางครั้งหากจะพระราชทานให้คนมีระดับ ก็พระราชทานให้เลย โดยไม่ต้องโปรย

ในหนังสือจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ภาคที่ ๑๑ (พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมอ่อน รพีพัฒน์ พ.ศ. ๒๔๗๘ ปกสีเขียวแก่) หน้า ๙๗ บันทึกว่าในงานพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เดือน ๔ จ.ศ. ๑๒๔๒ (พ.ศ. ๒๔๒๓) ผู้ใดถวายผ้าขาวต้องมารับต่อเจ้าพนักงานพระคลังมหาสมบัติ ตั้งแจกที่คดพระเมรุหน้าพระที่นั่งทรงธรรม ผู้ที่ถวายของนั้น พระราชทานสิ่งของตอบแทนตามสมควร

หน้า ๑๐๑ บันทึกว่ารุ่งขึ้น วันจันทร์เวลาบ่าย ๔ โมงเศษ “เสด็จออกพลับพลามวย ทรงโปรยสลากและมะนาวแล้วพระราชทานครอบและมะนาวแก่กงสุลต่างประเทศและชาวต่างประเทศที่ควรจะพระราชทาน โปรดให้เทวดาทิ้งทานต้นกัลปพฤกษ์ทุกต้น มีรำทวน ๒ คู่ เวลาค่ำทรงจุดดอกไม้…”

หลังจากวันนี้แล้ว ก็ยังทรงโปรยฉลากพระราชทานครอบ และผลมะนาวแก่แขกต่างประเทศอีกหลายคราว

คำว่าครอบ กล่าวอย่างละความ ไม่บอกว่าครอบอะไรอาจจะหมายถึงของที่ระลึกใส่ในครอบแก้วอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ต้องค้นคว้าหรือถามผู้รู้กันต่อไป

ตัวอย่างเรื่องโปรยทานในโอกาสต่างๆ จากหนังสือจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน พ.ศ. ๒๔๓๒

 

ในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ในรัชกาลที่ ๕ ฉบับ พ.ศ. ๒๔๓๒ (พิมพ์แจกงานพระราชทานเพลิงศพนางจงกลณี โสภาคย์ พ.ศ. ๒๕๑๔) กล่าวว่าวันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๒ งานพระศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรศักดาพิศาล ที่วัดสระเกศ ร.๕ ทรงโปรยผลมะนาว ๑๐ ตำลึง มีต้นกัลปพฤกษ์ ๔ ต้นๆ ละ ๕ ตำลึง

วันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๒ ร.๕ เสด็จฯ ไปยังพระราชวังบางปะอิน มีการฉลองเทวรูปพระเจ้าปราสาททอง ครั้งนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำไพร่หลวงจาก ๔ ตำบลคือ บ้านเลนเหนือ บ้านเลนใต้ บ้านรั้วใหญ่ และบ้านท้ายเกาะ ที่ทำหน้าที่เข้าเดือนรับราชการรักษาพระราชวังบางปะอินทั้งผู้ใหญ่และเด็ก “มารับพระราชทานฉลากแจกคนละ ๒ ผล” ฉลากนี้มีรางวัลใหญ่ๆ ให้ไปรับมากาย มีทั้งวัว ควาย ที่นา เลื่อนเกวียน คราวเคียว พร้า พลั่ว และอื่นๆ อีกมากมาย

ข่าว ร.๕ ทรงซื้อตั๋วล็อตเตอรี่โปรยทาน จากดรุโณวาท พ.ศ. ๒๔๑๗

 

เรื่องโปรยทาน ทิ้งทานยังมีให้อ้างอีกพอสมควร ขอข้ามไปเสียบ้าง ครั้งนี้จะกล่าวแต่ที่เพิ่งอ่านพบเมื่อไม่นานมาและเห็นว่าแปลก คือไปพบข้อความในหนังสือดรุโณวาท เล่มหนึ่งเข้า เป็นดรุโณวาท ฉบับที่ ๑๗ หน้า ๑๗๗ ออกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗ หรือเมื่อ ร.๕ ทรงมีพระชนมายุ ๒๑ พรรษา (๑๒๗ ปีมาแล้วนับจาก พ.ศ. ๒๕๔๔)

หนังสือบอกว่าวันพุธ เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๑ ค่ำ อันเป็นวันสิ้นสุดพระราชพิธีคเชนทรัสวสนาน หรือการออกสนามใหญ่ มีแห่ช้างม้าอาวุธไพร่พลใหญ่โต เวลาบ่าย ๔ โมงเศษ ร.๕ เสด็จออกที่พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ (ตรงข้ามสวนสราญรมย์)…

ทรงบริจากพระราชทรัพย์ทรงซื้อตั๋วลอตเตอรี, มาทรงทิ้งทานเปนเงินตราห้าชั่ง เปนตั๋วร้อยใบ, ทรงโปรยพระราชทานแก่ราษฎร, เพื่อจะมิให้คนจนต้องลงเงินของตนซื้อตั๋วนั้นเลย, เพราะมีพระราชประสงค์จะให้เปนประโยชน์, แก่ผู้ซึ่งมิได้ไปลงเงินในการลอตเตอรี, เผื่อจะเปนลาภแก่คนเหล่านั้นบ้าง, ครั้นเวลาบ่ายสี่โมงเสศ พระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัวจึ่งเสดจออกโปรยทาน, ครั้นทรงโปรยทานแล้ว, จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งให้เรียกช้างน้ำมันมาที่ท้องสนามไชย. ครั้นช้างมาถึงแล้ว, คนผัดก็ถือพัช สวมมงคลแดง นุ่งกางเกงริ้ว, เดิรเข้าไปใกล้หน้าช้างประมาณสองวา สามวา สี่วา, ก็เอาพัชตบกับมือผัดภาน แล้วร้องว่า ผัดพ่อ, ผัด, ผัด, ผัด, ผัด. แล้ววิ่งหนีไป. ช้างวิ่งไล่ตามไป…”

จากข่าวทรงโปรยทานด้วยล็อตเตอรี่นี้ เมื่ออ่านดรุโณวาทต่อไปในหน้า ๓๐๗-๓๐๙ ก็จะพบว่าเมื่องานเฉลิมพระชนมพรรษา เดือน ๑๐ หรือเดือนกันยายนปีเดียวกันนั้น เพิ่งมีการขายล็อตเตอรี่กันเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

น่าเสียดายที่ขณะนี้เรายังหาล็อตเตอรี่รุ่น ๒๔๑๗ ไม่ได้ ถ้าใครเก็บไว้ก็ขอให้ทราบเถิดว่านั่นเป็นล็อตเตอรี่ที่มีค่าที่สุดของประเทศไทย                

 

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_6308

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *